‘ความเป็นการเมือง’ ของรางวัลออสการ์สาขาสารคดี

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

แม้รางวัลออสการ์จะเป็นรางวัลที่แจกกันในสหรัฐอเมริกาและเน้นภาพยนตร์ในประเทศตัวเองเป็นหลัก แต่ด้วยความโด่งดังและความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมหนังอเมริกัน ก็ทำให้มันเป็นหนึ่งในรางวัลที่คนทำหนังทั่วโลกใฝ่ฝันถึง ยิ่งในสาขาสารคดี ถ้าผลงานชิ้นไหนติดป้าย 'ชนะออสการ์' ก็ดูราวกับเป็นการการันตีว่าได้รับการยอมรับระดับสากลแล้ว ทั้งด้านคุณภาพการผลิตที่ประณีตและประเด็นที่เข้มข้นน่าเชื่อถือ

ทว่าในความเป็นจริง มีนักวิชาการ นักวิจารณ์ และคนในอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยตั้งข้อสงสัยกันบ่อย ๆ ว่า รางวัลสาขาที่ควรจะบริสุทธิ์และไม่ถูกปนเปื้อนด้วยอิทธิพลภายนอกใด ๆ เลยนี้ อาจมี 'การเมือง' มาเกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอ

ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาพูดถึงมากขณะนี้คือ การที่สารคดีวิพากษ์รัฐบาลรัสเซียคว้าออสการ์กลับบ้านติด ๆ กัน ไล่มาตั้งแต่ปี 2023 กับ Navalny ของแดเนียล โรเฮอร์ ซึ่งติดตามการสืบสวนคดีวางยาพิษอเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านรัสเซีย, ปี 2024 กับ 20 Days in Mariupol ของเอ็มสติสลาฟ เชอร์นอฟ ซึ่งบันทึกยี่สิบวันที่ทีมข่าว AP ทำหน้าที่ในฐานะนักข่าวต่างชาติกลุ่มสุดท้ายในเมืองมาริอูโปลขณะถูกกองทัพรัสเซียปิดล้อม และล่าสุดปี 2026 กับ Mr. Nobody Against Putin ของเดวิด โบเรนสไตน์ และปาเวล ทาลันคิน ซึ่งเล่าเรื่องของคนถ่ายวิดีโอโรงเรียนประถมในเมืองเล็กๆ แถบเทือกเขาอูราล ผู้แอบเก็บฟุตเทจบันทึกการยัดเยียดหลักสูตรความรักชาติและโฆษณาชวนเชื่อในห้องเรียนเด็กเล็กของรัฐบาลรัสเซียมาเผยแพร่





ชัยชนะรัว ๆ เช่นนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาอย่างช่วยไม่ได้ว่า เหล่าผู้ลงคะแนนรางวัลออสการ์แอบมีประเด็นอะไรซ่อนอยู่ในใจตอนโหวตหรือเปล่า ซึ่งถ้าดูที่โครงสร้างของการโหวตจะพบว่า รอบคัดเลือกสองรอบแรกเป็นการโหวตโดยสมาชิกสายสารคดีของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ (Academy of Motion Picture Arts and Sciences) โดยตรง แต่การโหวตหาผู้ชนะตัวจริงนั้นเปิดให้สมาชิกทั้งหมดของสถาบันฯ ร่วมโหวตได้ ซึ่งครอบคลุมทุกสาขาไม่ใช่แค่คนที่ทำงานด้านสารคดี นั่นแปลว่าอารมณ์ร่วมของพวกเขาในปีนั้น ๆ อาจมีผลไม่น้อยว่าใครจะได้ตุ๊กตาทองกลับบ้าน

หรือต่อให้ผู้โหวตปฏิเสธว่าไม่มีการเมืองมาเอี่ยวใด ๆ ในการตัดสิน ก็ไม่ได้ช่วยให้รางวัลหลุดพ้นจากบรรยากาศความขัดแย้งไปได้ โดยเฉพาะเมื่อเหล่า 'ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง' แสดงปฏิกิริยาต่อผลรางวัลกันอย่างครึกโครม เช่น หลังการประกาศรางวัลของ Mr. Nobody Against Putin ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน ออกมาแสดงท่าทีต่อต้านด้วยการบอกว่า "ไม่เคยดูหนังเรื่องนี้" ขณะที่สื่อรัฐก็รายงานพิธีออสการ์โดยไม่เอ่ยถึงผู้ชนะสาขาสารคดีแม้แต่คำเดียว แถมอีกไม่กี่วันให้หลัง สภาสิทธิมนุษยชนของรัสเซียยังยื่นหนังสือถึงสถาบันฯ และ UNESCO เรียกร้องให้สอบสวนสารคดีเรื่องนี้ในข้อหามีการใช้ฟุตเทจถ่ายเด็กโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย

ย้อนไปก่อนหน้านั้นในกรณีของ Navalny แม้หนังจะชนะออสการ์ แต่ฝ่ายที่หลายคนคิดว่าน่าจะยินดีด้วยกลับมีเสียงแตก เช่น มาเรีย โปโปวา รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย McGill ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองยูเครน แสดงความเห็นประกอบในบทความ Why Some Ukrainians Aren't Happy With Navalny's Oscar Win ของนิตยสาร TIME ว่าคนยูเครนจำนวนมากกังวลว่าการที่หนังได้รางวัลนี้อาจกลายเป็นการ 'ฟอกขาวทางการเมือง' ให้กับนาวาลนี เพราะแม้เขาจะประณามสงคราม แต่เขาก็เคยแสดงจุดยืนแบบชาตินิยมรัสเซียในหลายประเด็น เช่น การไม่ยอมรับว่าไครเมียเป็นดินแดนของยูเครน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความเห็นที่คนยูเครนยอมรับไม่ได้

อีกกรณีที่ถูกเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองอย่างชัดแจ้งก็คือ No Other Land (2025) สารคดีบันทึกการทำลายหมู่บ้านปาเลสไตน์ในเขตมาซาเฟอร์ยัตตาโดยกองทัพอิสราเอล ซึ่งทันทีที่ชนะออสการ์ นักวิจารณ์ฝ่ายสนับสนุนอิสราเอลอย่างโกลัน แรมราซ และกาย โกลด์สตีน ก็เขียนบทความ When Documentaries Become Propaganda: The Case for Rescinding the 'No Other Land' Oscar ลงใน The Wrap โจมตีว่าหนังเรื่องนี้เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนข้อมูลทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ พร้อมเรียกร้องให้สถาบันริบรางวัลคืนไปซะ

ในอีกด้าน ตัวสถาบันฯ เองก็มีความเป็นการเมืองอย่างยากจะปฏิเสธเช่นกัน เห็นได้จากกรณี No Other Land ที่หลังจากรับรางวัลไปได้เพียงสามสัปดาห์ ได้เกิดเหตุการณ์ ฮัมดัน บาลลาล ผู้กำกับร่วมชาวปาเลสไตน์ ถูกผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลและทหารทำร้าย จนคนทำหนังทั่วโลกกว่า 800 คนต้องลงนามจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้สถาบันฯ ออกมาแสดงจุดยืนปกป้องคนที่ตัวเองเพิ่งมอบรางวัลให้ แต่สิ่งที่สถาบันฯ ทำกลับเป็นเพียงการออกแถลงการณ์ด้วยท่าที่สุดแสนอ่อนแอ โดยไม่ได้ระบุชื่อผู้กระทำผิดแม้แต่คำเดียว

จากทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก็ชัดว่ารางวัลนี้ไม่ได้มีความหมายอยู่แค่ในวงการสารคดี เมื่อมันมีน้ำหนักเชิงสัญลักษณ์ขนาดนี้ในสายตาชาวโลก มันจึงกลายเป็นพื้นที่ที่แต่ละฝ่ายช่วงชิงกัน และคงไม่แปลกที่ 'ความเป็นการเมือง' ของมันจะถูกหยิบมาตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า



▶ ติดตามสารคดี No Other Land - "บาเซล อัดรา" หนุ่มนักกิจกรรมชาวปาเลสไตน์จากเวสต์แบงก์ ใช้ชีวิตต่อสู้กับการไล่รื้อชุมชนครั้งใหญ่จากการยึดครองของอิสราเอลมาตั้งแต่เด็ก เขาพยายามเก็บบันทึกภาพการทำลายล้างหมู่บ้านในถิ่นบ้านเกิดของเขา ที่ซึ่งทหารของรัฐบาลอิสราเอลกำลังทยอยรื้อถอนบ้านเรือนและบีบให้ผู้คนต้องอพยพออกไป วันหนึ่งโชคชะตาพาให้เขาได้พบกับ "ยูวาล" นักข่าวชาวอิสราเอลที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จนกลายเป็นมิตรภาพที่ไม่มีใครคาดคิด แต่สายสัมพันธ์ของคนทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง เพราะความไม่เท่าเทียม ขณะที่บาเซลใช้ชีวิตภายใต้การควบคุมของทหาร แต่ยูวาลกลับมีอิสระที่จะใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขีดจำกัด สารคดีเรื่องนี้ถ่ายทอดผ่านสายตาของกลุ่มนักกิจกรรมรุ่นใหม่ 4 คนจากทั้งปาเลสไตน์และอิสราเอล ในรูปแบบของการต่อต้านเชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่หนทางแห่งความยุติธรรม

รับชมได้ทาง www.VIPA.me และ VIPA Application

เกี่ยวกับผู้เขียน
ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส