Documentary Now โลกบอกอะไรใน ‘สารคดียอดเยี่ยมปี 2025’ ?

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกสิ้นปีที่เหล่านักวิจารณ์จากหลากหลายสำนักในสหรัฐฯ จะต้องประกาศรายชื่อ ‘ที่สุดแห่งปี’ เพื่อสรุปหมุดหมายสำคัญในโลกภาพยนตร์ ซึ่งสำหรับปี 2025 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ สารคดีกลุ่มที่ได้รับคำชมอย่างท่วมท้นก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องสะท้อนสภาวะอันน่าตื่นตระหนกของโลกปัจจุบันได้อย่างน่าพรั่นพรึงทีเดียว

ผู้เขียนลองรวบรวมหนังที่ติดอันดับสูงสุดในลิสต์ของสื่อโด่งดังจำนวนหนึ่ง อาทิ Variety, IndieWire, POV Magazine, The Film Stage, Observer, Rolling Stone, Vogue, Far Out แล้วมีข้อสังเกตว่า สารคดีเหล่านี้มีจุดร่วมของเรื่องที่เล่า 2 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ ประเด็น ‘สงครามและความขัดแย้ง’ และ ‘อำนาจรัฐกับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง’ ซึ่งอาจจะสรุปคร่าว ๆ ได้ดังนี้

1. เรื่องเล่าของสงครามที่เปลี่ยนจาก ‘เหตุการณ์’ สู่การเป็น ‘ประสบการณ์’


สารคดีเรื่องเด่น ๆ ในปี 2025 ก้าวข้ามจากการนำเสนอภาพสงครามอย่างเป็นนามธรรม มาสู่การพาคนดูเข้าไปคลุกวงในแบบใกล้ชิด ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้เราได้รับรู้อย่างชัดเจนด้วยตัวเราเองว่า การต้องมีชีวิตอยู่กลางสงครามและความขัดแย้งจริง ๆ นั้นเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น

2000 Meters to Andriivka (ยูเครน, กำกับโดย มิสติสลาฟ เชอร์นอฟ) สารคดีติดตามภารกิจของกองทหารยูเครนขณะเดินทางข้ามพื้นที่แนวรบเพื่อไปปลดปล่อยหมู่บ้านยุทธศาสตร์จากกองกำลังรัสเซีย โดยตัวเลขระยะทาง 2,000 เมตรที่ปรากฏในชื่อหนังนั้นไม่ได้ทำหน้าที่แค่เพื่อบอกข้อมูลทางภูมิศาสตร์ แต่มันเป็นตัวแทนของพื้นที่การรบอันแสนยืดเยื้อที่ทุกย่างก้าวหมายถึงความเสี่ยงและการสูญเสีย หนังเต็มไปด้วยฟุตเทจภาคสนามที่สมจริง กล้องสั่นไหว ไม่ประดิดประดอย ซึ่งทำให้คนดูเกิดความรู้สึกเหมือนอยู่กลางสมรภูมิที่น่าหวาดหวั่นโดยไม่อาจหลบเลี่ยงไปไหนได้


Put Your Soul on Your Hand and Walk (ปาเลสไตน์, กำกับโดย เซพีดะห์ ฟาร์ซี) หนังถูกสร้างจากคลิปวิดีโอคอลสนทนาระหว่างตัวฟาร์ซีกับ ฟาติมา ฮัสโซนา ช่างภาพข่าวและกวีหญิงผู้คอยบันทึกภาพการใช้ชีวิตท่ามกลางการทิ้งระเบิดในฉนวนกาซา ซึ่งอีกเช่นกันที่ภาพอันแตกพร่า เสียงที่ขาดหาย และการสื่อสารที่ไม่สมบูรณ์ ถูกใช้เพื่อให้คนดูซึมซาบสภาพชีวิตอันไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยอันตรายของซับเจ็กต์ผู้อยู่บนพื้นที่ขัดแย้ง (และความรู้สึกนี้ยิ่งหนักหน่วงขึ้นอีก เมื่อฮัสโซนาเสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลหลังหนังถ่ายทำเสร็จไม่นาน)


Holding Liat (สหรัฐอเมริกา, กำกับโดย แบรนดอน เครเมอร์) สารคดีติดตามครอบครัวชาวอิสราเอล-อเมริกันที่ต้องรับมือกับความตึงเครียดภายในบ้านหลังจากสมาชิกครอบครัวถูกกลุ่มฮามาสจับไปเป็นตัวประกัน โดยจุดเด่นของหนังอยู่ตรงการไม่พยายามสรุปความขัดแย้งทางการเมืองในภาพใหญ่ แต่ทำให้เราได้เห็นว่า สภาพการณ์เหล่านั้นส่งผลแทรกซึมเข้าไปในวิถีชีวิตของคนธรรมดาสามัญได้อย่างไรบ้าง


2. เรื่องราวการเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐระดับโครงสร้าง เช่น


The Alabama Solution (สหรัฐอเมริกา, กำกับโดย แอนดรูว์ จาเรคกี และ ชาร์ล็อตต์ คอฟแมน) สารคดีเปิดโปงความโหดร้ายในเรือนจำของรัฐแอละแบมา ผ่านฟุตเทจที่ผู้ต้องขังบันทึกไว้เองด้วยโทรศัพท์มือถือที่ลักลอบนำเข้าไป ภาพที่ได้จึงไม่ใช่ภาพจากการปรุงแต่ง แต่เป็นภาพจริงที่ยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนและทำให้คนดูต้องตั้งคำถามว่า ระบบยุติธรรมที่ปล่อยให้สภาพอันเลวร้ายแบบนี้ดำรงอยู่ได้ คือระบบแบบใดกันแน่ 


The Perfect Neighbor (สหรัฐอเมริกา, กำกับโดย กีตา กันด์เบียร์) สารคดีสำรวจความซับซ้อนของกฎหมาย Stand Your Ground ในสหรัฐฯ (คือกฎหมายที่อนุญาตให้ ‘บุคคลซึ่งอยู่ในสถานที่ที่ตนมีสิทธิอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย’ เช่น บ้าน พื้นที่สาธารณะ สามารถใช้ ‘กำลังที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต’ เพื่อป้องกันตัวได้ทันทีหากเชื่อว่ากำลังเผชิญกับอันตรายร้ายแรง) โดยหนังแทบทั้งเรื่องประกอบขึ้นจากฟุตเทจจากบอดี้แคมของตำรวจ กล้องวงจรปิด และห้องสอบสวน โดยไม่มีเสียงบรรยายของผู้กำกับมาชี้นำ เปิดให้คนดูปะทะกับเหตุการณ์ท้าทายต่อมจริยธรรมนี้ด้วยตัวเอง


My Undesirable Friends: Part I - Last Air in Moscow (รัสเซีย, กำกับโดย ยูเลีย ลอคเตฟ) สารคดีความยาว 5 ชั่วโมงครึ่ง บันทึกชีวิตของกลุ่มนักข่าวอิสระในรัสเซียที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากรัฐบาลมากขึ้นทุกขณะ หนังติดตามซับเจ็กต์แต่ละคนทั้งในพื้นที่ทำงานและพื้นที่ส่วนตัว จนเราสามารถสัมผัสทั้งความกล้าหาญ ความกลัว และการเซ็นเซอร์ตัวเองของพวกเขาได้อย่างใกล้ชิด


Cover-Up (สหรัฐอเมริกา, กำกับโดย ลอรา พอยทราส) สารคดีชีวประวัติ ซีย์มัวร์ เฮิร์ช นักข่าวผู้ใช้เวลาตลอดชีวิตการทำงานกว่า 50 ปีในการพยายามเปิดโปงความล้มเหลวของรัฐและสื่อมวลชน นับตั้งแต่เหตุการณ์สังหารหมู่ที่หมู่บ้านหมีลายในสงครามเวียดนาม กรณีวอเตอร์เกต มาจนถึงคดีคุกอาบู กราอิบ โดยพอยทราสสัมภาษณ์เฮิร์ชอย่างเจาะลึกแล้วเล่าสลับไปกับฟุตเทจประวัติศาสตร์อันทรงพลัง จนสามารถเขย่าความเชื่อมั่นของคนดูที่มีต่อสถาบันรัฐอย่างรุนแรง


นอกเหนือจากประเด็นสำคัญทั้งสองที่ถือได้ว่ากำลังเป็นปมปัญหาในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว วิธีนำเสนอของสารคดีเหล่านี้ก็เป็นอีกส่วนที่น่าสนใจ เราจะเห็นได้ว่าหนังกลุ่มนี้เปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของภาพยนตร์สารคดีจากการเป็น ‘ผู้สรุปข้อมูล’ ของสถานการณ์ต่าง ๆ (ผ่านการให้ข้อมูลปูมหลังหรือการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด ซึ่งเป็นวิธีที่สารคดีเดิม ๆ นิยมใช้) มาเป็น ‘ผู้มีส่วนร่วมโดยตรง’ มากขึ้น ด้วยการที่คนทำเข้าไปยืนอยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ แล้วปล่อยให้ประสบการณ์ตรงอันน่าอึดอัด ไม่มั่นคง เป็นอันตราย ฯลฯ ทำหน้าที่สื่อสารกับคนดูด้วยตัวเอง


ในหนังเหล่านี้ ระยะห่างระหว่าง ‘กล้อง’ กับ ‘ความรุนแรง’ ถูกลดลง และความไม่สมบูรณ์ของภาพหรือเสียงก็ไม่ได้ถูกมองเป็นข้อจำกัดอีกต่อไป แต่มันคือภาษาใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพโลกในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ


เกี่ยวกับผู้เขียน
ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส