สารคดีเด่นจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2026

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก ผู้กำกับชื่อดังชาวอเมริกัน พูดบนเวทีที่เมืองคานส์ชนิดช็อกโลกว่า ในสารคดีเรื่อง John Lennon: The Last Interview ที่เขากำกับและนำไปเปิดตัวที่นั่น มีการใช้ AI เข้ามาช่วยสร้างภาพบางส่วนของหนังด้วย

หนังเรื่องนี้ตั้งต้นจากบทสัมภาษณ์ของจอห์น เลนนอนและโยโกะ โอโนะ ที่บันทึกไว้ในนิวยอร์กก่อนเลนนอนเสียชีวิตไม่นาน โดยโซเดอร์เบิร์กนำฟุตเทจความยาวเกือบสามชั่วโมงมาตัดต่อใหม่ ร่วมกับภาพจากคลังเก่า และเติมภาพที่ไม่มีต้นฉบับด้วย AI

ภาพจากสารคดี John Lennon: The Last Interview 

แน่นอนว่าหลังจากโซเดอร์เบิร์กเปิดเผย ทั้งตัวเขาและภาพยนตร์ก็กลายเป็นเป้าวิจารณ์อย่างหนักหน่วงทันที จนเรียกได้ว่าเป็นข่าวอื้อฉาวครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งตกใจว่าโลกสารคดีกำลังเผชิญกับวิกฤต เพราะอันที่จริง John Lennon: The Last Interview เป็นแค่หนึ่งในหนังสารคดีประมาณ 17 เรื่อง ที่กระจายตัวฉายในหลายสายของเทศกาลหนังเมืองคานส์ปีนี้

และในจำนวนดังกล่าว มีอยู่ 5 เรื่องที่เราสนใจ ทั้งยังถูกพูดถึง ได้รับคำชม หรือคว้ารางวัลไปครอง จึงขอหยิบมาแนะนำกันค่ะ

ภาพจากสารคดี The Story of Documentary Film (The 1970s) 

เรื่องแรกที่โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนอยากดูที่สุดก็คือ The Story of Documentary Film (The 1970s) ของ มาร์ก คัสซินส์ ผู้กำกับและนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นตอนใหม่ในซีรีส์บันทึกประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลกต่อจาก The Story of Film งานชุดก่อนของเขา งานชิ้นนี้น่าดูจับคู่กับ John Lennon: The Last Interview ได้อย่างเหมาะเจาะ เพราะขณะที่เรื่องหนึ่งย้อนกลับไปเล่าให้เราฟังว่าภาพยนตร์สารคดีเดินทางผ่านความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้างตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อีกเรื่องก็แสดงถึงความกล้าที่จะเสี่ยงใช้เทคโนโลยีใหม่ในระดับที่ยังไม่เคยมีผู้กำกับแถวหน้าคนไหนทำมาก่อน ใครชอบสารคดีคงดูแล้วสนทนาต่อยอดกันได้สนุกทีเดียว

ภาพจากสารคดี The Match

เรื่องถัดมาที่ได้รับการกล่าวขวัญบนหน้าสื่ออย่างคึกคักก็คือ The Match ของ ฆวน คาบรัล และ ซานติอาโก ฟรังโก สองผู้กำกับชาวอาร์เจนตินา ที่รื้อสร้างเกมฟุตบอลโลกรอบ 8 ทีมระหว่างอาร์เจนตินากับอังกฤษเมื่อปี 1986 (หรือเกมที่มาราโดนาสร้างตำนานด้วย "หัตถ์พระเจ้า" นั่นแหละ) ความน่าสนใจอยู่ตรงที่หนังไม่ได้เล่าแมตช์นี้ในฐานะกีฬาเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงเข้ากับบริบทของสงครามฟอล์กแลนด์และประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างสองชาติ โดย Variety ระบุว่านี่เป็นสารคดีฟุตบอลที่ดึงดูดใจมาก ๆ

ภาพจากสารคดี A Secret Heart

ส่วนในสาย ACID (ซึ่งเป็นสายคู่ขนานกับเทศกาลหลัก เน้นเผยแพร่หนังอิสระ) ปีนี้มีสารคดีชีวประวัติที่คนทำหนังหันกล้องมาเล่าเรื่องคนใกล้ตัวถึง 2 เรื่องและน่าดูด้วยกันทั้งคู่ เรื่องแรกคือ A Secret Heart ของ ทอม ฟงเตอนีย์ ผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่ตามถ่ายพ่อของตัวเองตลอดสี่ปี ในช่วงที่พ่อตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองมาเป็น ‘คุณยายลีลู’ หลังการจากไปของแม่ ความน่าทึ่งคือตัวผู้กำกับสามารถใช้สถานะลูกนำกล้องเข้าไปใกล้ชิดพ่อได้อย่างยิ่ง และพ่อก็ยินยอมเปิดเผยกระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ต่อหน้าลูกชายของตัวเองอย่างไม่ปิดบัง

ภาพจากสารคดี Dans la Gueule de l'Ogre

อีกเรื่องคือ Dans la Gueule de l'Ogre ของ มาห์ซา การัมปูร์ ผู้กำกับหญิงอิหร่าน-ฝรั่งเศส ที่บินไปนิวยอร์กเพื่อตามหาพี่ชายผู้เป็นอดีตนักร้องนำวงร็อกของอิหร่านและลี้ภัยไปอยู่ที่นั่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 พี่น้องคู่นี้ไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่าทศวรรษ การตามหา การเจอกันใหม่ และการพยายามพูดคุยข้ามช่วงเวลาที่ขาดหายไป ถูกบันทึกไว้ในแบบที่ผสมผสานทั้งเรื่องส่วนตัวและการเมืองเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว

ภาพจากสารคดี Groundswell 

ปิดท้ายด้วย Groundswell ของ จอช และ รีเบกกา ฮาร์เรล ทิคเคล สองพี่น้องผู้กำกับชาวอเมริกัน ซึ่งคว้ารางวัล Golden Globes Prize for Documentary ไปครอง สารคดีเรื่องนี้ (ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายของไตรภาคที่เริ่มจาก Kiss the Ground ปี ค.ศ. 2020 และ Common Ground ปี ค.ศ. 2023 ของผู้กำกับคู่นี้) ใช้เวลาทำยาวนานถึงสิบปี โดยติดตามดูขบวนการเกษตรฟื้นฟูใน 5 ทวีป ผ่านมุมมองของนักวิชาการ ผู้นำชนพื้นเมือง และเกษตรกร เพื่อนำเสนอว่าวิธีเกษตรแบบนี้ช่วยกักเก็บคาร์บอน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งผลต่อชีวิตของเกษตรกรในหลายประเทศอย่างไร

ในพิธีมอบรางวัล คณะกรรมการชื่นชมสองพี่น้องผู้กำกับว่า สามารถสร้างผลงานที่เต็มไปด้วยความทุ่มเทและมอบแรงบันดาลใจแก่คนดูด้วย ‘ทางออกที่จับต้องได้จริง’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเหลือเกินในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหานานาชนิด จนทำให้เราแทบจะรู้สึกสิ้นหวังกันไปหมดแล้วเช่นนี้

เกี่ยวกับผู้เขียน
ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส