อ่านแล้ว 0
ในช่วงครึ่งปีแรกวงการหนังสารคดีโลกก็เต็มไปด้วยความคึกคัก มีเทศกาลขนาดใหญ่จัดขึ้นแล้วมากมายและมีผลงานโดดเด่นหลายต่อหลายเรื่องที่เริ่มเดินสายสร้างกระแสความสนใจพร้อมคว้ารางวัลติดมือ ในบทความนี้เราขอคัดสรรมาแนะนำ 5 เรื่องค่ะ
เริ่มจาก Nuisance Bear สารคดีของ แจ็ก ไวส์แมน และ กาเบรียลา โอซิโอ วานเดน ถ่ายทำที่เมืองเชอร์ชิลล์ รัฐแมนิโทบา ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเส้นทางอพยพประจำปีของหมีขั้วโลกตัดผ่านมาเนิ่นนานก่อนที่มนุษย์จะมาตั้งรกราก แต่แล้วมนุษย์ผู้มาทีหลังกลับตราหน้าว่าหมีเป็นพวก “ตัวก่อความรำคาญ” (nuisance) จนส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าในที่สุดขึ้นระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งสองเผ่าพันธุ์
เราส่วนใหญ่อาจจะคุ้นชินกับภาพหมีขั้วโลกน่ารักนุ่มนิ่ม แต่สารคดีเรื่องนี้นำเสนอต่างออกไปสิ้นเชิงด้วยลีลาเร้าใจแทบจะกลายเป็นหนังแอ็กชันระทึกขวัญ ขณะเดียวกันทั้งงานภาพและดนตรีประกอบก็ประณีตมาก ๆ จนหนังสามารถคว้ารางวัล Grand Jury Prize จากเทศกาลหนังซันแดนซ์ไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี
ถัดมาคือ To Hold a Mountain ของ บิลยานา ตูตอรอฟ และ เปตาร์ โกลมาซิช ซึ่งในแง่อารมณ์ความรู้สึกแล้วเรียกได้ว่าตรงกันข้ามคนละขั้วกับ Nuisance Bear เพราะเป็นสารคดีมหากาพย์สุดแสนเงียบเชียบที่ใช้เวลาถ่ายทำยาวนานถึง 7 ปี เพื่อบันทึกการต่อสู้ของสตรีนาม การา และลูกสาวของเธอที่ร่วมกันปกป้องภูเขาอันเป็นบ้านของพวกเธอ ให้รอดพ้นจากโครงการฐานทัพ NATO
ภาพการาที่มีเพียงร่างกายของตนเป็นป้อมปราการ ยืนหยัดไม่ยอมถอยอยู่บนทุ่งหญ้าที่บรรพบุรุษของเธอเคยอยู่ ได้รับคำชมว่าทั้งงดงามและทรงพลัง ขณะที่เรื่องราวก็พาเราไปเจาะลึกถึงโครงสร้างอำนาจระดับโลกที่พยายามกลืนกินอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างแหลมคม จนชนะรางวัล Grand Jury Prize สาขา World Cinema จากเทศกาลหนังซันแดนซ์มาได้สำเร็จ
ขยับมาฝั่งเอเชียบ้างกับสารคดีเรื่องที่สามคือ Whispers in May ของ เฉินตงหนาน เจ้าของรางวัล DOX:AWARD จากเทศกาล CPH:DOX ที่พาเราไปทำความรู้จัก ฉีหัว เด็กสาววัย 14 ปีจากกลุ่มชาติพันธุ์นอซูในพื้นที่ห่างไกลอย่างเหลียงซาน ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นดินแดนแห่ง "เด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" เพราะพ่อแม่ที่นี่ต้องเข้าเมืองไปขายแรงงานโดยทิ้งให้เด็ก ๆ เติบโตตามลำพัง
สารคดีเรื่องนี้เลือกโฟกัสไปที่ช่วงเวลาแสนธรรมดาแต่สำคัญยิ่งของฉีหัว นั่นคือตอนที่เธอออกเดินทางไปซื้อกระโปรงตัวใหม่เพื่อเข้าพิธีเปลี่ยนผ่านสู่วัยสาว โดยความโดดเด่นของหนังอยู่ตรงสไตล์การเล่าเรื่องที่ผสมผสานระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง ผลที่ได้คล้ายนิทานเด็กซึ่งทั้งงดงามและขมขื่นในเวลาเดียวกัน
เรื่องที่สี่ข้ามมาที่บาร์เซโลนากับ From Dawn to Dawn ของผู้กำกับ ซีซี โซเฟีย เย่เฉิน ซึ่งติดตามชีวิตของพี่ชายเธอเองในฐานะผู้พลัดถิ่นชาวจีนในสเปน ที่ต้องเลือกระหว่างศีลธรรมและความอยู่รอด โดยหนังสำรวจอดีตอันพิลึกพิลั่นของเขาที่เคยเกี่ยวพันกับแก๊งชาวจีน ก่อนจะผันตัวมาเป็นพ่อบ้านแสนดีในปัจจุบัน
ด้วยความที่ผู้กำกับและซับเจ็กต์เป็นพี่น้องกัน ทำให้หนังมีทั้งความใกล้ชิดและความอิหลักอิเหลื่อที่น่าสนใจ เมื่อผสมเข้ากับปมวิถีชีวิตผู้พลัดถิ่นที่ซับซ้อนและเจ็บปวด ก็ส่งผลให้สารคดีเรื่องนี้มีรสชาติที่เข้มข้นและจริงใจมาก ๆ จนคว้ารางวัล Grand Jury Prize จากเทศกาล Visions du Réel มาครอง
ปิดท้ายด้วย If Pigeons Turned to Gold ของดีจากสาธารณรัฐเช็ก ที่ เปปา ลูบอยาคี ใช้มือถือตามถ่ายสมาชิกในครอบครัวตัวเองกว่า 7 ปี โดยเฉพาะเดวิดพี่ชายของเธอซึ่งเป็นคนไร้บ้านและติดแอลกอฮอล์ ความหนักหน่วงของหนังอยู่ตรงที่ผู้กำกับเปิดเผยความจริงของครอบครัวอย่างไม่มิดเม้ม เราจะได้รับรู้ข้อมูลว่าพ่อของบ้านลูบอยาคีก็เสียชีวิตไปก่อนหน้าแล้วด้วยการติดแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน เพื่อนำมาสู่การตั้งคำถามว่า วงจรอันชั่วร้ายเช่นนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไร และใครหรืออะไรกันที่จะทำให้มันหยุดลงได้เสียที
If Pigeons Turned to Gold คว้าทั้งรางวัล Berlinale Documentary Award และ Caligari Film Award พร้อมกันที่เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของหนังจากเช็กเกียหรือสโลวาเกียที่คว้าสองรางวัลนี้ในคราวเดียว และทำให้มันกลายเป็นสารคดีเรื่องเยี่ยมที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางมากที่สุดเรื่องหนึ่งในปีนี้
ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส