อ่านแล้ว 0
ย้อนไปสักไม่ถึงหนึ่งปีก่อนหน้านี้ พอได้ยินคำว่า AI เราอาจจะเบือนหน้าหนี คนทำสารคดีอาจจะมองมันเป็นของแสลง เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นบาปเป็นกรรมถ้าใครคิดจะเอาผลผลิตจาก AI มาเกี่ยวข้องกับงานของตัวเอง แต่พริบตาเดียวเท่านั้น มาถึงวันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปว่า AI ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง (หรือพูดให้ถูกว่าส่วนสำคัญเสียด้วย) ในชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คนไปเรียบร้อยแล้ว พร้อม ๆ กับที่แวดวงสารคดีก็ไม่สามารถมองข้ามว่าเจ้าปัญญาประดิษฐ์ชนิดนี้เป็นของไกลตัวอีกต่อไป
แล้ว AI เข้ามายุ่งอะไรกับสารคดี? มันยุ่งหลายสิ่งเลยล่ะ คนทำหนังอาจจะยังไม่กล้าเปิดใจถึงขั้นให้มันเข้ามาช่วยเขียนบทกันมากนัก แต่การใช้ AI ในขั้นตอนของการจัดการคลังข้อมูล การสร้างภาพจำลอง ไปจนถึงการตัดต่อภาพและเสียงนั้นเริ่มมีแล้วแน่นอน ทว่าด้วยความเป็นคนทำงานสื่อประเภทที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์โดยตรงกับ ‘ความจริง’ ก็ทำให้วงการสารคดีขยับตัวในเรื่องนี้อย่างเอาจริงเอาจังและด้วยท่าทีที่ระมัดระวังมากเป็นพิเศษ
ท่าทีแรก ๆ ที่เราพบเห็นในช่วงปีที่ผ่านมาปรากฏในหนังสารคดีเรื่อง The AI Doc: Or How I Became an Apocaloptimist ของ แดเนียล โรเฮอร์ (ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์สารคดียอดเยี่ยมจาก Navalny) ที่สำรวจหลากหลายความรู้สึกที่เขามีต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ โรเฮอร์บัญญัติคำสำคัญคำหนึ่งขึ้นใช้เรียกตัวเองคือ Apocaloptimist หรือ ‘คนที่มองในแง่ดีท่ามกลางหายนะ’ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็น่าจะสะท้อนถึงทัศนคติของคนทำงานสื่อจำนวนมากเช่นกัน ในแง่หนึ่งพวกเขาก็หวาดกลัวว่า AI จะเข้ามาทำลายตำแหน่งงาน กวาดล้างวิชาชีพ หรือแม้แต่บิดเบือนความจริงทางประวัติศาสตร์ แต่อีกแง่หนึ่ง พวกเขาก็ยังมีความหวังว่ามันจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปได้อย่างมหาศาล
ในทางตรงกันข้าม ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันก็มีสารคดีเรื่อง Ghost in the Machine ของผู้กำกับ วาเลอรี วีตช์ ที่สำรวจเบื้องหลังน่าตกใจของวงการ AI มาตีแผ่ว่า เทคโนโลยีนี้ไม่ได้อยู่ดี ๆ ก็ฉลาดด้วยตัวมันเอง แต่ข้อมูลที่มันสะสมรวบรวมและกลั่นกรองมานั้นอาจจะตั้งอยู่บนฐานแนวคิดของโลกคนขาวที่เต็มไปด้วยอคติทางเชื้อชาติและเพศ นอกจากนั้น มันยังพึ่งพิงแรงงานราคาถูกที่ต้องกลายเป็น ‘เครื่องกรองขยะดิจิทัล’ คอยคัดกรองเนื้อหารุนแรงเพื่อให้ระบบดูสะอาดสะอ้านและดูเหมือนมีสติปัญญาเลิศเลอ หรือกล่าวโดยสรุปว่าหนังเรื่องนี้บอกให้เราตระหนักว่า AI ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่มันขับเคลื่อนด้วยการขูดรีดมนุษย์ และคำว่า ‘ปัญญาประดิษฐ์’ ก็เป็นแค่วาทกรรมทางการตลาดที่ทำให้มันสวยหรูดูดีเท่านั้น
นอกเหนือจากการมีสารคดีว่าด้วย AI แง่มุมต่าง ๆ แล้ว ในหมู่คนทำหนังก็มีการนำ AI เข้ามาใช้อย่างน่าสนใจหลายลักษณะ ในด้านบวกมีหนังอย่าง Another Body (2023) ของ โซฟี คอมป์ตัน กับ รูเบน แฮมลิน ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการใช้ AI พรางใบหน้าซับเจ็กต์ในเรื่อง (เธอเป็นนักศึกษาสาวที่เป็นเหยื่อของดีพเฟกโป๊) ทำให้คนดูยังสามารถเห็นอารมณ์ความรู้สึกของเธอได้โดยที่เธอไม่ต้องเปิดเผยใบหน้าจริง ขณะเดียวกันหนังก็ไม่ต้องพึ่งเทคนิคเดิม ๆ อย่างการทำภาพเบลอ, ให้ซับเจ็กต์นั่งในเงามืด หรือใช้แถบดำบังใบหน้าจนคนดูไม่สามารถเข้าถึงจิตใจของเธอได้
(การใช้ AI มาช่วยพรางตัวซับเจ็กต์ได้อย่างฉลาด ยังมีให้เห็นในสารคดีเรื่อง The Investigation of Lucy Letby ของ Netflix ที่ว่าด้วยคดีพยาบาลฆาตกรต่อเนื่องในอังกฤษ โดยใช้ AI พรางตัวผู้ให้ข้อมูลสำคัญสองราย, Kill List: Hunted by Putin’s Spies ของ Channel 4 ในอังกฤษ ซึ่งใช้ AI ปกป้องตัวตนของผู้ให้ข้อมูลที่ถูกตามล่าโดยสายลับรัสเซีย, Welcome to Chechnya ใช้ใบหน้าดิจิทัลที่สร้างขึ้นใหม่ทับลงบนใบหน้าของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในเชชเนียที่กำลังถูกกวาดล้าง)
ส่วนในแง่ลบ การใช้ AI ที่ดูจะสร้างความกังวลในหมู่คนทำสารคดีก็คือ AI Enhancement หรือการใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพของภาพ เช่น เอามาขยายภาพถ่ายหรือภาพเก่าเบลอ ๆ ซึ่งมันอาจสังเคราะห์ข้อมูลผิดพลาดแล้วสร้างภาพใหม่ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือการขยายภาพบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จนโครงหน้าเปลี่ยนไปจากความจริง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้หากถูกใช้อย่างผิดพลาดในหนังสารคดีย่อมส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือ และเป็นการทำลายหัวใจสำคัญของสารคดีอย่างรุนแรง
เมื่อ AI มีทั้งด้านที่น่าตื่นเต้นและน่าหวาดวิตกเช่นนี้ จึงมีความพยายามของคนในวงการที่จะช่วยกันสร้างมาตรฐานและวางกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในการใช้ AI มาให้ยึดถือ เช่น IDA (International Documentary Association) และเทศกาลภาพยนตร์ Sundance ได้ร่วมกันออกกฎใหม่ที่เรียกว่า Nonfiction Core Application 3.1 ซึ่งเป็นมาตรฐานการขอทุนที่บังคับให้คนทำหนังต้องตอบคำถามเรื่องการใช้ AI อย่างละเอียดและเปิดเผย เพื่อสร้างความโปร่งใสกับทั้งแหล่งเงินทุนและผู้ชม
นอกจากนี้ ในแง่กฎหมายก็เริ่มมีการวางบรรทัดฐานที่ชัดเจนขึ้น เช่น งานที่สร้างโดย AI ล้วน ๆ จะไม่ได้รับการคุ้มครองทางลิขสิทธิ์เนื่องจากกฎหมายต้องการ ‘การสร้างสรรค์โดยมนุษย์’ เป็นหลัก และเริ่มมีการฟ้องร้องกรณีที่บริษัท AI นำข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ไปฝึกสอน (Training) โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยคนทำหนังถูกเตือนให้เลือกใช้เครื่องมือที่มีแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
โดยสรุป ท่าทีของแวดวงสารคดีในขณะนี้คือ การเร่งวางรากฐานเพื่อกำกับให้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยยังคงรับใช้ข้อเท็จจริงอย่างซื่อสัตย์ และหลักการสำคัญที่ทุกคนพยายามยึดถือไว้ร่วมกันคือ การรักษาจรรยาบรรณที่เป็นหัวใจของศาสตร์แขนงนี้เอาไว้ เพื่อให้ยังยืนยันกับผู้ชมได้เต็มปากว่า ทุกสิ่งที่ปรากฏบนจอ คือเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริง
ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส