อ่านแล้ว 0
หากจะกล่าวว่าอาหารคือภาษาสากลที่มนุษย์ใช้สื่อสารความรู้สึก สารคดี Food of Love ในตอนแรกที่มีชื่อว่า "India-Breath In, Breath Out" ก็คือบทกวีภาพที่อธิบายคำจำกัดความนี้ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด สารคดีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่พาผู้ชมไปดูวิธีการทำอาหารอินเดียที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศหลากสีสัน หรือลากเราไปทัวร์สตรีทฟู้ดตามเมืองใหญ่ แต่เลือกที่จะดำเนินเรื่องผ่านปรัชญาการใช้ชีวิต การสูดเข้าและผ่อนออกของลมหายใจ (Breath In, Breath Out) ซึ่งเป็นรากฐานของโยคะและสมาธิในวัฒนธรรมอินเดีย มาเชื่อมโยงกับวิถีการปรุงและกินอาหาร สารคดีตอนนี้พาเราดำดิ่งลงไปสำรวจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์ วัตถุดิบ และความศรัทธา โดยใช้ “ความรัก” เป็นตัวเชื่อมประสานทุกสิ่งเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
พล็อตเรื่องของตอนนี้นำเสนอผ่านสายตาและการเดินทางของตัวละครที่เชื่อมโยงกันด้วยมิติของอาหาร กลุ่มแรกคือครอบครัวดั้งเดิมในเมืองพาราณสีที่ยังคงรักษาสูตรอาหารโบราณที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน กลุ่มที่สองคือเชฟรุ่นใหม่ในมุมไบที่พยายามตีความอาหารอินเดียเสียใหม่เพื่อตอบรับกับโลกยุคโมเดิร์น และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มผู้แสวงบุญที่ทำอาหารแจกจ่ายผู้คนนับพันในโรงทาน (Langar) ของวัดซิกข์อันศักดิ์สิทธิ์ การตัดสลับระหว่างฉากความวุ่นวายในครัวของเมืองใหญ่ กับความสงบนิ่งของการเคี่ยวแกงในหม้อดินโบราณริมฝั่งแม่น้ำคงคา เป็นการสะท้อนแนวคิด “ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก” ได้อย่างเป็นรูปธรรม ครัวหนึ่งคือการขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยพลังงานอันล้นเหลือ (Breath In) ขณะที่อีกครัวหนึ่งคือการปล่อยวางและปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันในการหลอมรวมรสชาติ (Breath Out)
ประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การนำมาวิเคราะห์ในสารคดีตอนนี้ คือการที่ผู้กำกับไม่ได้มองว่าอาหารอินเดียเป็นเพียงเรื่องของรสชาติจัดจ้านหรือความเผ็ดร้อน แต่มันคือ “ศาสตร์แห่งความสมดุล” หรือที่ในปรัชญาอายุรเวทเรียกว่าการปรับสมดุลของธาตุในร่างกาย สารคดีแสดงให้เห็นว่า การหยิบเครื่องเทศแต่ละชนิดมาบดด้วยครกหิน ไม่ใช่แค่การเพิ่มกลิ่นหอม แต่คือการใส่ “ความใส่ใจ” และ “ความรัก” ลงไปในทุกฝีเข็มของรสชาติ เครื่องเทศอย่างขมิ้น ยี่หร่า หรือผักชี เปรียบเสมือนลมหายใจเข้าที่นำเอาคุณประโยชน์จากผืนดินเข้าสู่ร่างกาย และเมื่ออาหารนั้นถูกปรุงสุกด้วยความร้อน กลิ่นอายที่อบอวลออกมาก็คือลมหายใจออกที่ส่งมอบความสุขคืนสู่คนรอบข้าง การทำอาหารในตอนนี้จึงไม่ต่างอะไรจากการทำสมาธิ (Meditation) ที่ผู้ปรุงต้องจดจ่ออยู่กับปัจจุบันขณะ ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่งไฟ และเมื่อไหร่ควรผ่อนลง
นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นแก่นแกนสำคัญของสารคดีและถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างทรงพลังคือแนวคิดเรื่อง “อาหารคือการอุทิศตน” โดยเฉพาะในพาร์ทของโรงทานวัดซิกข์ สารคดีวิเคราะห์ให้เราเห็นว่า เมื่อความรักถูกยกระดับจากการรักคนในครอบครัวไปสู่ความรักเพื่อนมนุษย์โดยไม่แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ อาหารจะกลายเป็นเครื่องมือในการทลายกำแพงทางสังคมทันที ภาพของผู้คนนับพันนั่งเรียงกันบนพื้น กินอาหารมังสวิรัติที่ปรุงจากหม้อใบยักษ์ด้วยแรงกายแรงใจของอาสาสมัคร แสดงให้เห็นว่าอาหารคือสิ่งที่ประคองจิตวิญญาณของอินเดียเอาไว้ ในดินแดนที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและความเหลื่อมล้ำ อาหารจานง่าย ๆ อย่างดาล (แกงถั่ว) และโรตี กลับกลายเป็นจุดร่วมที่ทุกคนสามารถ “หายใจร่วมกัน” ได้อย่างเท่าเทียม
ในมิติของเชฟรุ่นใหม่ที่มุมไบ สารคดีก็นำเสนอแง่มุมความขัดแย้งและการประนีประนอมได้อย่างน่าสนใจ การพยายามเอาเทคนิคตะวันตกมาผสมผสานกับวัตถุดิบท้องถิ่นของอินเดียไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการทำลายรากเหง้า แต่เป็นการ “หายใจเอาสิ่งใหม่เข้าไป” เพื่อให้วัฒนธรรมอาหารยังคงมีชีวิตและเติบโตต่อไปได้ มันคือการแสดงความรักต่อรากเหง้าในรูปแบบของการพัฒนาไปข้างหน้า เหมือนที่พาร์ทนี้พยายามสื่อสารว่า “อาหารอินเดียไม่มีสูตรที่ตายตัว เพราะมันเปลี่ยนไปตามอารมณ์และลมหายใจของคนที่ปรุงในวันนั้น” ซึ่งนี่คือหัวใจของคำว่า Food of Love อย่างแท้จริง เพราะความรักไม่มีสูตรสำเร็จ อาหารอินเดียในตอนนี้จึงเป็นตัวแทนของความลื่นไหลและยืดหยุ่นตามธรรมชาติของมนุษย์
สรุปแล้ว Food of Love: India-Breath In, Breath Out ไม่ใช่แค่สารคดีที่ชวนให้เราหิว แต่มันคือบทวิเคราะห์เชิงมานุษยวิทยาและจิตวิญญาณที่ใช้รส (รสชาติอันน่าพึงพอใจ) เป็นสารตั้งต้น มันชี้ให้เห็นว่าในทุก ๆ คำของอาหารอินเดียที่เรากลืนลงไป มันมีทั้งประวัติศาสตร์ ความศรัทธา และลมหายใจของผู้คนซ่อนอยู่ข้างใน ทุกคนจะดูสารคดีตอนนี้จบลงด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ ราวกับว่าเราได้ร่วมสูดลมหายใจรับเอาความรักและความละเมียดละไมจากแผ่นดินภารตะเข้ามาเต็มปอด และพร้อมที่จะผ่อนลมหายใจออกเพื่อส่งต่อความเข้าใจนี้ไปยังโลกกว้างภายนอกต่อไป
▶ ติดตามสารคดี The Food of Love สารคดีเล่าเรื่องราวเมนูอาหารในท้องถิ่นผ่านวิถีชีวิตของผู้คน 5 วัฒนธรรม 5 ประเทศในแถบเอเชีย ได้แก่ อินเดีย, เกาหลี, มองโกเลีย, ไทย และ มาเลเซีย
รับชมได้ทาง www.VIPA.me และ VIPA Application
นักเขียนผู้รักประวัติศาสตร์และความแตกต่าง ที่หลงใหลการเดินทางและการจดบันทึก เพื่อเข้าใจความคิดผู้คนต่างวัฒนธรรม