อ่านแล้ว 0
สารคดีเรื่อง On the Tenderness of Men ยาวเพียง 19 นาที แต่ผู้กำกับ มินู โนรูซี (Minou Norouzi) กลับสามารถเล่าเรื่องด้วยการถักทอประวัติศาสตร์เข้าด้วยกันถึงสามชั้น ! หลายคนอาจรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ ‘ดูยาก’ บทความนี้จึงอยากชวนคุณมาค่อยๆ คลี่แต่ละชั้นของเรื่องราวเหล่านั้น เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่โนรูซีต้องการจะสื่อ
จุดศูนย์กลางของสารคดีคือ สถาปัตยกรรมสุดโด่งดังของฟินแลนด์อย่าง Temppeliaukio Kirkko หรือ Rock Church โบสถ์ที่ขุดเจาะลงไปในหินแกรนิตกลางเมืองเฮลซิงกิ ผนังเป็นรอยระเบิดและหลังคาเป็นโดมทองแดง ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนหนาแน่นที่สุดของประเทศ แต่ทุกครั้งที่มีการจัดอันดับงานออกแบบสมัยใหม่ที่สำคัญของฟินแลนด์ โบสถ์นี้กลับแทบไม่เคยถูกนับรวมเข้าไปด้วย
นั่นคือประวัติศาสตร์ชั้นแรกที่โนรูซีนำมาใส่ในหนัง เธอเริ่มสนใจประเด็นนี้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ปี ค.ศ. 2020 ซึ่งทำให้เธอต้องไปใช้ชีวิตชั่วคราวบนเกาะซูร์ซาอารีในอ่าวฟินแลนด์ทางทิศตะวันออก และพบว่าเกาะนี้คือบ้านเกิดของ ทีโม และ ทูโอโม ซูโอมาไลเนน สถาปนิกสองพี่น้องผู้ชนะการประกวดออกแบบโบสถ์ดังกล่าวนั่นเอง โนรูซีสะดุดใจกับข้อมูลที่ว่า เกาะนี้เคยเกิดสงครามฤดูหนาว (Winter War) ในปี ค.ศ. 1939 จนตกเป็นของสหภาพโซเวียต และทำให้ผู้คนต้องอพยพหนีภัยโดยไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกเลย นั่นหมายความว่าสถาปนิกผู้สร้างโบสถ์อันเป็นที่พักพิงทางจิตวิญญาณของเฮลซิงกิ แท้จริงแล้วคือ "ผู้พลัดถิ่น" ซึ่งนี่คือประวัติศาสตร์ชั้นที่สองที่เธอนำมาเล่า
ภาพจากสารคดีเรื่อง On the Tenderness of Men แด่ผู้ที่ไม่ถูกจดจำ
ภาพจากสารคดีเรื่อง On the Tenderness of Men แด่ผู้ที่ไม่ถูกจดจำ
เหตุการณ์ต่อมาที่โนรูซีสนใจ คือวันที่ 16-17 กรกฎาคม ค.ศ. 1968 ขณะที่โบสถ์กำลังจะสร้างเสร็จ มีกลุ่มนักศึกษาคริสเตียนลักลอบเข้าไปพ่นคำว่า "BIAFRA" ขนาดใหญ่บนผนัง (ซึ่งต่อมาถูกบันทึกว่าเป็นกราฟฟิตีแรกในประวัติศาสตร์ฟินแลนด์) เพื่อตั้งคำถามต่อสังคมว่า เหตุใดจึงต้องสร้างโบสถ์หรูหรา ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีเด็กมากมายกำลังล้มตายจากความอดอยากในสงครามกลางเมืองไนจีเรีย-เบียฟรา
เรื่องราวนี้ทำให้โนรูซีนึกไปถึงความขัดแย้งในฉนวนกาซายุคปัจจุบัน และจากจุดนั้นเองที่เธอเริ่มจินตนาการถึงความเชื่อมโยงของทุกเรื่องราว... ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับ “ผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกประวัติศาสตร์หลงลืม” ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ แรงงานก่อสร้าง หรือคนที่ต้องพลัดพรากจากบ้านด้วยภัยสงครามและโรคระบาด
โนรูซีเป็นทั้งคนทำหนังและนักวิจัยชาวออสเตรียที่ศึกษาด้านสารคดีมายาวนาน เธอจบปริญญาเอกจาก Goldsmiths, University of London และทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่ University of Helsinki นอกจากนี้ยังก่อตั้งโครงการวิจัย Revolutionary Patience ที่ศึกษาสารคดีของผู้กำกับหญิงและนอน-ไบนารีจากภูมิภาค SWANA (เอเชียตะวันตกเฉียงใต้และแอฟริกาเหนือ) ที่มีประสบการณ์ด้านการพลัดถิ่น ทั้งหมดนี้จึงทำให้ On the Tenderness of Men ไม่ใช่แค่หนังเกี่ยวกับโบสถ์หนึ่งหลัง แต่เป็นผลผลิตของการขบคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการพลัดถิ่น ความทรงจำ และภาษาภาพยนตร์
วิธีเล่าของหนังเรื่องนี้อยู่ในขนบของ Essay Film หรือ Audio-visual Essay อันเป็นการนำ ‘ความเรียง’ มาแปลงเป็นภาษาภาพเคลื่อนไหว โนรูซีใช้เสียงบรรยายของผู้หญิงคนหนึ่งทำหน้าที่เป็น ‘Ventriloquizing Narrator’ หรือเสียงที่พูดแทนสิ่งต่างๆ ที่พูดเองไม่ได้ ขณะที่เหตุการณ์ในเรื่องก็มีความเหลื่อมซ้อนกันทั้งด้านสถานที่และเวลา ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำเพื่อให้คนดูงง แต่เพื่อจะสะท้อนว่าประวัติศาสตร์เองก็ไม่ได้เป็นเส้นตรง และความโหดร้ายในอดีตก็ไม่ได้สิ้นสุดลงแค่เพียงเพราะกาลเวลาผ่านพ้นไปแล้ว
ภาพจากสารคดีเรื่อง On the Tenderness of Men แด่ผู้ที่ไม่ถูกจดจำ
▶ ติดตามสารคดี On the Tenderness of Men แด่ผู้ที่ไม่ถูกจดจำ งานเขียนสารคดีเชิงจินตนาการ ที่หยิบเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์วัฒนธรรมฟินแลนด์ ที่ถูกละเลยมาพิจารณา โดยอ้างอิงเอกสารจากหอจดหมายเหตุท้องถิ่นที่เชื่อมโยงสถาปัตยกรรม สงคราม และการพลัดถิ่น ตัวสารคดีเริ่มต้นจากข้อถกเถียง ว่าด้วยการก่อสร้างโบสถ์หินในเฮลซิงกิ
รับชมได้ทาง www.VIPA.me และ VIPA Application
ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส