อ่านแล้ว 0
เช้าวันพุธนี้ของคุณเป็นอย่างไร?
สำหรับแทบทุกคน มันก็คงเป็นแค่อีกหนึ่งวันที่ตื่นมาประกอบกิจวัตรประจำวันไปตามปกติ กินข้าวเช้า ดื่มกาแฟ ไปเรียน ไปทำงาน ไปส่งลูก ใช้ชีวิตไปอย่างที่ควรจะเป็น
แต่เช้าวันพุธของใครหลายๆ คนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่เป็นเช่นนั้น
ข้าวยังไม่ทันได้ตัก ก็โดนลากไปทำร้าย
หนังสือสอบยังไม่ทันได้อ่าน ก็ถูกปืนจ่อหัวในชุดนักศึกษา
ลูกยังไม่ทันได้กอด เพราะไม่รู้ว่าการออกจากบ้านไปวันนั้น เขาจะไม่ได้กลับมาอีกเลย…
"มันควรจะเป็นเช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง" คือคำอธิบายที่โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ใช้เล่าถึงที่มาของชื่อสารคดีงานกำกับเรื่องล่าสุดของเขา “เช้านั้นวันพุธ”
โกวิทเป็นนักข่าวมาก่อนจะมาทำสารคดี ผลงานก่อนหน้าอย่าง “Blood Berries หมากไม้” พัฒนามาจากการตามทำข่าวแรงงานอีสานที่ไปเก็บเบอร์รี่ป่าในสแกนดิเนเวียหลายปี สายตาแบบนักข่าวนี้เองที่ทำให้ “เช้านั้นวันพุธ” ไม่ได้หยุดอยู่ที่ธรรมศาสตร์ แต่เดินทางต่อไปหาเช้าอีกหลายเช้า ที่คนไทยจำนวนมากอาจไม่เคยเอามาวางไว้ด้วยกัน ทว่าล้วนแล้วแต่จบลงด้วยสิ่งเดียวกัน
คือความสูญเสียที่ไม่เคยมีใครต้องชดใช้
บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์
สี่เช้า สามจังหวัด
นอกจากเช้าวันพุธที่ธรรมศาสตร์ หนังพาไปหาเช้าวันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2547 หน้า สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส วันที่ผู้ชุมนุมกว่า 1,300 คนถูกมัดมือไพล่หลังแล้วให้นอนซ้อนกันบนรถบรรทุกทหาร มีผู้เสียชีวิต 85 คน ในจำนวนนี้ 78 คนขาดอากาศหายใจระหว่างถูกขนย้ายไปค่ายอิงคยุทธบริหาร
จากนั้นคือเช้าวันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560 ที่ด่านบ้านรินหลวง อำเภอเชียงดาว เมื่อ ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาวลาหู่วัยมัธยมปลาย ถูกทหารยิงเสียชีวิต โดยฝ่ายทหารอ้างว่าพบยาเสพติดในรถ และเขาจะขว้างระเบิดใส่
ส่วนเช้าที่สี่ ซึ่งมีเฉพาะในฉบับ 90 นาที คือวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 วันที่ทหารเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ เมื่อเปิดปฏิทินดู วันนั้นตรงกับวันพุธอีกครั้ง ในเมืองเดียวกับธรรมศาสตร์
สี่เหตุการณ์ห่างกันรวม 41 ปี ต่างพื้นที่ ต่างกลุ่มคน แต่หากมองให้ดี มันกลับเป็นเรื่องเดียวกัน โกวิทเล่าว่าเขาเริ่มต้นจากความสนใจผลกระทบของสงครามเย็นต่อสังคมไทย โดยเฉพาะในภาคอีสานที่เขาทำงานอยู่ แล้วเห็นแบบแผนที่วนซ้ำสามขั้น คือชาตินิยมสร้าง "คนอื่น" ขึ้นมา นำไปสู่ความรุนแรงโดยรัฐ และจบลงที่การลอยนวลพ้นผิด
หนังสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งชี้ว่าใครถูกใครผิด แต่ต้องการฟังความทรงจำของคนที่อยู่ในเช้าเหล่านั้น แต่เมื่อฟังคำบอกเล่าไล่ต่อกันจนจบ คนดูจะเห็นสามขั้นนั้นเกิดขึ้นซ้ำจริงๆ บางครั้งซ้ำแม้กระทั่งคำสั่งที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถใช้กับร่างกายมนุษย์อีกคนได้
ช่วงแรกของหนัง ชายสูงวัยชื่อชุมพล หยิบรูปครอบครัวขึ้นมาชี้ทีละคน พ่อ แม่ ป้า ลุง ก่อนจะหยุดที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง "ส่วนนี่คือนายชุมพร ทุมไมย" น้องชายของเขา
ชุมพรกับเพื่อนสนิท วิชัย เกศศรีพงษ์ศา เป็นช่างไฟฟ้าจากอีสานที่ไปทำงานอยู่นครปฐม ทั้งสองคนออกไปติดโปสเตอร์คัดค้านการกลับประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร ญาติคนหนึ่งจำได้ว่าตอนที่ตำรวจมาล็อกตัวไป "ข้าวยังอยู่ในหม้อ" ทั้งสองคนยังไม่ทันได้กินข้าว ก่อนจะถูกพบเป็นศพแขวนคอเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2519 ส่วนครอบครัวได้รู้ข่าวจากวิทยุและหนังสือพิมพ์
ไม่ถึงสองสัปดาห์ต่อมา นักศึกษาในธรรมศาสตร์แสดงละครแขวนคอเพื่อประท้วงการตายของทั้งสองคน ละครเรื่องนั้นถูกนำไปปลุกกระแสโจมตีนักศึกษา จนนำไปสู่เช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม ชีวิตของช่างไฟฟ้าสองคนจึงเป็นจุดตั้งต้นของเหตุการณ์ทั้งหมด
แต่กว่าจะมีคนมาถามครอบครัวนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น เวลาก็ผ่านไป 40 ปี
ช่วงครบรอบ 40 ปี 6 ตุลา ทีมนักวิชาการของโครงการบันทึก 6 ตุลา (Documentation of Oct 6) ไล่เปิดรายงานชันสูตรศพ ค้นสมุดโทรศัพท์ และถามต่อจากผู้รอดชีวิต จนตามหาครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ 27 ครอบครัว หนึ่งในนั้นคือครอบครัวทุมไมย ชุมพล ทุมไมย พี่ชายของชุมพร บอกว่าเขาตื้นตันที่มีคนตามหาครอบครัวเขาเจอหลังผ่านไป 40 ปี (The Sun)
พวงทอง ภวัครพันธุ์ ผู้นำโครงการ พูดถึงเรื่องนี้ไว้ตรงไปตรงมาว่า ข้อมูลพื้นฐานแบบนี้ควรมีคนรู้ตั้งแต่ 40 ปีก่อน แต่ไม่มีใครสนใจจะถาม
การลืมจึงไม่ได้เกิดขึ้นเองตามเวลา บางครั้งมันเริ่มจากการที่ไม่มีใครถามตั้งแต่แรก
เช้าวันที่ 6 ตุลา ผู้ชุมนุมชายถูกกวาดต้อนออกมาที่สนามฟุตบอล ถูกสั่งให้ถอดเสื้อและนอนราบกับพื้น ผู้รอดชีวิตหญิงคนหนึ่งซึ่งตอนนั้นเป็นประธานกลุ่มผู้หญิง เล่าว่าตำรวจสั่งให้นักศึกษาหญิงถอดด้วย เธอปฏิเสธ จนได้รับคำตอบว่า "เดี๋ยวผมถอดให้คุณเอง" สิ่งที่เธอจำได้ไม่ใช่แค่ความกลัว แต่คือความอายและความโกรธที่ช่วยเพื่อนตรงหน้าไม่ได้ ขณะที่ประกาศของทางการในวันเดียวกันให้เหตุผลว่า การถอดเสื้อมีไว้เพื่อตรวจค้นอาวุธ และเพื่อแยกผู้ต้องหาออกจากประชาชน
28 ปีต่อมาที่ตากใบ มะรีกี ดอเลาะ ชายหนุ่มที่แค่ตั้งใจนั่งรถสองแถวไปซื้อเสื้อมลายูที่ยะลา ไปต่อไม่ได้เพราะถนนหน้าโรงพักถูกสกัด หลังเสียงปืนเงียบลง ทหารสั่งให้ทุกคนถอดเสื้อ หมอบลงที่บันได แล้วเดินก้มหน้าไปขึ้นรถ ใครเงยหน้าจะถูกตีด้วยด้ามปืน บนรถมีคนนอนเต็มพื้นกระบะอยู่แล้ว เขาถูกให้นอนทับเป็นชั้นที่สอง
”ถอดเสื้อ หมอบลง ก้มหน้า”
คำสั่งเหล่านี้เป็นขั้นแรกของการทำให้คนตรงหน้าเหลือแค่ร่างกายที่ต้องจัดการ ส่วนขั้นต่อมาคือการทำให้เรื่องเงียบ
คืนก่อนวันที่ 6 ตุลา วิทยุยานเกราะออกอากาศว่าการชุมนุมเป็นฝีมือของคนต่างชาติ ระหว่างวันมีข่าวพบห้องใต้ดินในธรรมศาสตร์ อดีตนักศึกษาคนหนึ่งในหนังชี้ว่าไม่มีบันทึกเลยว่าตำรวจขุดหาอุโมงค์ที่ไหน เป้าหมายของเรื่องเล่าเหล่านี้คือทำให้เหตุการณ์ดูเหมือน "สงครามกลางเมือง" ที่สองฝ่ายสู้กัน เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การฆ่า
ในกรณีชัยภูมิ จุดตรวจมีกล้องวงจรปิด 9 ตัว แต่ต่อมาถูกระบุว่าเสียหายทั้งหมด ทั้งที่แม่ทัพในพื้นที่บอกว่าเคยดูภาพแล้ว และพูดกับสื่อว่าถ้าเป็นเขาในสถานการณ์นั้น อาจ "กดออโต้" ไปแล้วก็ได้ ครอบครัวขอเพียงได้เห็นว่าเด็กคนหนึ่งทำผิดร้ายแรงแค่ไหนถึงต้องถูกยิง แต่ภาพนั้นไม่เคยถูกนำมาใช้ในชั้นศาล
ส่วนที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งถูกประกาศให้เป็นเขตอภัยทานระหว่างการสลายการชุมนุมปี 2553 มีผู้เสียชีวิต 6 คน ในตอนนั้นมีทั้งเรื่องเล่าเรื่อง "ชายชุดดำ" และคำให้การของฝ่ายทหารว่ายึดอาวุธได้ในวัด แต่สามปีต่อมา ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งไต่สวนการตายว่า 5 ใน 6 ศพเสียชีวิตจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหาร อีกศพหนึ่งระบุไม่ได้ว่าใครยิง และศาลไม่เชื่อว่ามีชายชุดดำหรือมีการยึดอาวุธได้ในวัด (Thai PBS, 2556)
จากอุโมงค์ที่ไม่มีใครขุด ชายชุดดำที่ศาลไม่เชื่อว่ามีอยู่ ถึงกล้องที่ไม่มีใครได้ดู เรื่องเล่าของรัฐมาถึงก่อนเสมอ ส่วนความจริงมาถึงทีหลัง หรือไม่มาถึงเลย
ถ้าคนทั่วโลกจะจำ 6 ตุลาได้จากสักภาพหนึ่ง ก็คงเป็นภาพร่างของชายที่ถูกแขวนคอหน้าธรรมศาสตร์ ท่ามกลางฝูงชนที่ยืนดูอยู่รอบๆ ภาพนี้ถ่ายโดย Neal Ulevich ช่างภาพของสำนักข่าว AP และได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 1977 (New Mandala)
ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีใครสักคนในภาพนั้นที่ถูกระบุตัวได้ ทั้งผู้เสียชีวิต คนที่ลงมือกับร่างของเขา และคนที่ยืนดูอยู่ (AP, 2016) ภาพที่คนทั่วโลกเคยเห็น จึงเป็นภาพที่ไม่มีชื่อทั้งสองฝั่ง ไม่รู้ทั้งว่าใครตาย และใครลงมือ
ในที่สาธารณะ ไม่มีใครออกมาบอกว่าตัวเองคือคนในภาพนั้น นักวิชาการในหนังชี้ว่า ฝ่ายขวาจำนวนมากภูมิใจที่ได้ปกป้องประเทศจากคอมมิวนิสต์ แต่ไม่มีใครบอกว่า "ฉันเนี่ยแหละ เป็นคนเอาไม้ฟาดศพที่แขวนอยู่" เพราะมันจะทำให้คนคนนั้นกลายเป็นคนโหดเหี้ยมในสายตาคนไทยทุกวันนี้
แต่ในฉบับ UNCUT มีคำบอกเล่าหนึ่งที่ไม่ได้ออกอากาศทางโทรทัศน์ พวงทอง ภวัครพันธุ์ ซึ่งเคยตามหาคนที่ลงมือในเช้าวันนั้น เล่าว่าเขาเคยนั่งฟังคนกลุ่มหนึ่งเล่าถึง "วีรกรรม" ของตัวเองแล้วหัวเราะกันครื้นเครง ตามคำบอกเล่าของเขา คนที่ลงมือจริงเป็นกลุ่มที่ไม่มีชื่อกลุ่ม และเพราะไม่มีชื่อ พวกเขาจึงแทบไม่อยู่ในประวัติศาสตร์
คนลงมือไม่ได้หายไปไหน พวกเขาแค่ไม่เคยต้องรับผิดในที่สาธารณะ ธิกานต์ ศรีนารา ชวนให้เปลี่ยนคำถาม เขาไม่ปฏิเสธว่าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีอิทธิพลต่อขบวนนักศึกษา แต่บอกว่าสิ่งที่ควรถูกถามมาตลอดคือ
"คุณมีสิทธิ์อะไรไปฆ่าเขา"
คำถามนั้นพากลับไปที่ขั้นแรกของแบบแผนที่ปรากฏให้เห็นนั่นคือ หลัง 14 ตุลา รัฐไทยเข้มข้นกับสงครามจิตวิทยาต่อต้านคอมมิวนิสต์ ด้านหนึ่งคือสร้างมวลชนที่เชื่อแบบเดียวกับรัฐ อีกด้านคือทำให้คนที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงกลายเป็นคนนอก ช่วงนั้นจึงมีข่าวลือว่านักศึกษาธรรมศาสตร์เป็น "ญวน" เป็น "แกว" แกนนำบางคนถูกเรียกว่าคนญวน บางคนถูกเรียกว่าคนแขก
"เมื่อคุณไม่ใช่ไทย คุณก็จัดการมันได้ง่าย"
กลไกการทำให้อีกฝ่าย "หมดคุณค่าของความเป็นคน" ให้กลายเป็นแมลงสาบ เป็นหนู เป็นเชื้อโรค เป็นกลไกสำคัญ เพราะ "ถ้าบอกว่าเขาเป็นคนเท่ากันกับเรา มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ได้เรียนหนังสือ มีพ่อแม่ มีอนาคต มีคุณค่าในสังคม คุณจะเอาความชอบธรรมที่ไหนไปทำร้ายเขา" พวงทองกล่าว
ในปี 2553 คำเหล่านั้นเปลี่ยนไปเป็น "ควายแดง" "พวกรับจ้าง" "พวกไม่มีการศึกษา" มองว่ารูปแบบของ 6 ตุลากลับมาอีกครั้งในปีนั้น เมื่อคนกลุ่มหนึ่งถูกทำให้ดูเหมือนไม่มีเสียงเท่ากับคนอื่น จนการใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุมได้รับการสนับสนุนจากคนจำนวนมาก
ส่วนที่ตากใบและเชียงดาว ผู้ที่สูญเสียคือชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนใต้ และเยาวชนชาวลาหู่ในหมู่บ้านติดชายแดน หนังไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่การวางเรื่องเหล่านี้ไว้ติดกันทำให้เราต้องถามว่า ในสายตาของคนที่ถือปืน คนเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น "คนไทย" เต็มตัวแค่ไหน
สิ่งที่หนังทำเพื่อต้านกลไกนี้ คือคืนความเป็นมนุษย์ให้ทีละคน มะรีกีเล่าว่า ตอนนอนทับกันอยู่บนรถ เขาไม่รู้ว่ารถไปถึงไหน รู้เพียงว่าน่าจะถึงเวลาละศีลอดแล้ว เมื่อมีของเหลวไหลลงมา ซึ่งเขาไม่รู้ว่าเป็นเหงื่อของตัวเองหรือเลือดของคนข้างบน เขาแลบลิ้นออกไปรับเพื่อละศีลอด เพราะคิดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ ก็อาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว เขารอดมาได้ แต่ต้องอยู่ในห้อง ICU 20 วัน และถูกตัดขา จนไม่ได้เล่นฟุตบอลที่เขารักอีกเลย
ขั้นสุดท้ายของแบบแผนคือการลอยนวลพ้นผิด และสิ่งที่เกิดขึ้นหลัง 6 ตุลาอาจเป็นหนึ่งในเรื่องที่คนรุ่นหลังรู้น้อยที่สุด
คนที่ถูกดำเนินคดีหลังเช้าวันนั้นไม่ใช่คนที่ลงมือฆ่า แต่คือนักศึกษาและนักกิจกรรม 18 คน ที่ต่อมาถูกเรียกว่า "Bangkok 18" เกือบสองปีต่อมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 16 กันยายน 2521 และทั้ง 18 คนได้รับการปล่อยตัวในวันถัดมา
ดูเผินๆ เหมือนจบด้วยดี แต่ Tyrell Haberkorn นักประวัติศาสตร์ซึ่งศึกษากฎหมายฉบับนี้ชี้ว่า ตัวบทเขียนให้ครอบคลุมการกระทำของใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมช่วงวันที่ 4-6 ตุลาคม โดยไม่เอ่ยถึงการสังหารเลย ผลคือคนที่ลงมือได้รับการคุ้มครองไปด้วย ขณะที่คำปรารภของกฎหมายกลับพูดถึงนักศึกษาราวกับเป็นเยาวชนที่หลงผิด เธอสรุปว่าการให้อภัยในความผิดที่คนคนหนึ่งไม่ได้ก่อ คือการโยนความผิดให้เหยื่อและผู้รอดชีวิต (Haberkorn, 2015)
เหยื่อมักถูกเรียกร้องมาตลอดว่า "ให้อภัยและลืมเถอะ" และในปี 2521 คำเรียกร้องนั้นก็ถูกเขียนเป็นกฎหมายไปแล้ว และรัฐเลือกเป็นฝ่ายให้อภัย แทนที่จะเป็นฝ่ายขอโทษ
ส่วนคดีตากใบไม่ต้องมีกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะคดีหมดอายุความเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ครบ 20 ปีพอดีนับจากวันเกิดเหตุ จำเลยไม่มาปรากฏตัวต่อศาล และไม่มีใครได้รับโทษแม้แต่คนเดียว ส่วนคดีปี 2553 อีกราว 4 ปีคดีจะขาดอายุความแล้ว
มีคำกล่าวที่ว่า “คนไทยลืมง่าย” ซึ่งดูเหมือนจะใช้ได้กับทุกเรื่องจนราวกับว่า ความอยุติธรรมในสังคมไทย ก็เพียงแค่รอเวลาให้ผ่านพ้นไป เดี๋ยวคนก็ลืมกันไปเอง ไม่มีใครต้องรับความผิดอะไร
แม้แต่คดีเดียวในหนังที่ครอบครัวผู้เสียชีวิตชนะ ก็ยังไม่ใช่ความยุติธรรมเต็มหน่วย หลังศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลฎีกาพิพากษาให้กองทัพบกชดใช้ค่าเสียหายให้ครอบครัวชัยภูมิ 2,072,400 บาท แต่นั่นเป็นคดีแพ่ง ไม่ใช่การลงโทษผู้ยิง ครอบครัวไม่เคยเห็นหน้าคนที่ทำให้ชัยภูมิตาย
"แม้กระทั่งคำขอโทษ แค่นี้ที่ครอบครัวควรจะได้รับ เราก็ยังไม่ได้รับ"
ธงชัย วินิจจะกูล เสนอทางออกที่ไม่ใช่การแก้แค้น แต่คือสิ่งที่หลายประเทศในละตินอเมริกาและแอฟริกาใต้เคยทำ เรียกว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) คือเปิดเผยความจริง เยียวยาผู้เสียหาย และปฏิรูปหน่วยงานที่ถืออาวุธให้ชัดว่าใช้ความรุนแรงกับประชาชนได้แค่ไหน และข้ามเส้นเมื่อไรคือผิด เขาสรุปสั้นๆ ว่า "สังคมไทยไม่เคยเกิดสิ่งนี้"
ช่วงท้ายของหนัง ธงชัยบอกว่า เขาไม่เหลือความโกรธแค้นมานานแล้ว ถ้าใครยังเห็นเขาร้องไห้ นั่นไม่ใช่เพราะแค้น แต่เพราะ "เรายังรู้สึกผิดที่เรายังมีชีวิตอยู่" ความรู้สึกผิดนั้นเป็นเหตุผลที่เขา "ทู่ซี้" อยู่กับเรื่อง 6 ตุลามาตลอด เพื่อให้คนจำได้นานที่สุด
เพราะกฎหมายทำเหมือนว่าผู้รอดชีวิตคือคนผิดที่ต้องได้รับการให้อภัย คนที่ไม่ได้ทำผิดจึงแบกความรู้สึกผิดมา 50 ปี ในขณะที่คนลงมือไม่เคยต้องแบกอะไร แม้แต่ชื่อของตัวเอง
ตราบใดที่ไม่มีใครบอกอย่างชัดเจนว่าการสั่งให้คนถอดเสื้อ หมอบลง แล้วเงียบซะ คือสิ่งที่ทำไม่ได้ เรื่องแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้อีก ด้วยวิธีการเดิมๆ เพียงแค่เปลี่ยนสถานการณ์และเทคนิคการอ้างความชอบธรรมไปก็เท่านั้น
เช้านั้นจึงไม่ได้มีแค่วันพุธ มันเคยเป็นวันจันทร์ที่ตากใบ เคยเป็นวันศุกร์ที่เชียงดาว และวกกลับมาเป็นวันพุธอีกครั้งใจกลางแยกราชประสงค์
ครั้งต่อไปที่คุณได้ยินใครบอกว่า "เรื่องมันนานแล้ว ลืมๆ ไปเถอะ" ลองถามกลับดูว่า ถ้าเราลืมกันหมด ใครจะเป็นคนบอกว่าเช้าแบบนั้นต้องไม่เกิดขึ้นอีก
สิ่งที่ผู้รอดชีวิตจากความรุนแรงเหล่านี้ฝากไว้ ไม่ใช่คำเรียกร้องให้ใครต้องรับโทษ แต่คือความหวังธรรมดาที่สุด เขาอยากให้บ้านของเขา "อยู่ด้วยความแตกต่างได้ โดยที่ไม่ต้องทำร้ายกัน"
ร่วมทวงคืนความทรงจำที่สังคมไทยไม่ยอมจำ ในสารคดี เช้านั้นวันพุธ ฉบับ UNCUT รับชมได้แล้ววันนี้ทาง VIPA ▶️ https://vipa.me/th/watch/17194
แหล่งอ้างอิง
คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)