อ่านแล้ว 0
"ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า" คือสำนวนที่คนไทยหลายคนได้ยินมาตั้งแต่ยังเด็ก ความหมายที่เราเข้าใจกันคือ เรื่องไม่ดีในบ้านไม่ควรเอาไปพูดให้คนนอกฟัง เพราะมันจะดูไม่ดี เสียหน้า
ต้นทางของประโยคนี้คือโอวาทที่ธนญชัยเศรษฐีมอบให้นางวิสาขา ลูกสาวของตน ก่อนส่งตัวไปอยู่เรือนสามี ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์อรรถกถา ความหมายดั้งเดิมคือ “อย่านำความไม่ดีของพ่อแม่สามีและตัวสามีไปเล่าให้คนภายนอกฟัง” พูดอีกอย่างก็คือ มันเป็นคำสอนว่าด้วยการครองเรือนของหญิงที่แต่งงานแล้ว เพื่อรักษาความสงบระหว่างผู้ใหญ่ในบ้าน
เมื่อเวลาผ่านไป คำสอนนี้ค่อยๆ ขยายขอบเขตออก จากเรื่องระหว่างสะใภ้กับครอบครัวสามี กลายเป็นกฎที่ไม่ได้เขียนไว้ของทุกบ้าน และในบางบ้าน "ไฟ" ที่ถูกเก็บไว้ข้างในนั้น กำลังเผาเด็กคนหนึ่งอยู่ โดยที่ไม่มีใครยอมเปิดประตู
นั่นเทียบได้กับสิ่งที่สารคดีสั้น My Uncle Tudor (ลุงตูดอร์ของฉัน) ของผู้กำกับชาวมอลโดวา Olga Lucovnicova พาเราไปเห็น
ภาพของบ้านของปู่ย่าทวดในชนบทมอลโดวา แสงแดดอุ่นๆ ลอดผ่านผ้าม่านสีขาว ญาติๆ กลับมารวมตัวกันพร้อมหน้า แม่ของโอลกาเล่าถึงบ้านหลังนี้ด้วยรอยยิ้มว่า มันคือวัยเด็กและวัยรุ่นของเธอ เป็นอดีตที่เธอคิดถึงมากๆ ขณะที่ญาติอีกคนเปิดอัลบั้มรูปวัยเด็กของโอลกา แล้วชมว่าในรูปนั้นเธอดูน่ารักเหมือนตุ๊กตา
แต่สำหรับโอลกา บ้านหลังเดียวกันนี้คือสถานที่ที่ลุงตูดอร์ล่วงละเมิดทางเพศเธอตอนอายุเก้าขวบ และหลังจากเก็บเงียบมา 20 ปี เธอกลับมาที่นี่พร้อมกล้องหนึ่งตัวและเครื่องบันทึกเสียงหนึ่งเครื่อง ในฐานะผู้เขียนบท ผู้กำกับ ตากล้อง และคนตัดต่อของหนังเรื่องนี้เพียงคนเดียว
ผลลัพธ์ที่ได้ คือหนังสั้นความยาวราว 20 นาที ที่พาเธอไปคว้ารางวัลหมีทองคำสาขาภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินปี 2021 และรางวัลหนังสั้นยอดเยี่ยมจาก European Film Awards ก่อนจะเดินทางไปฉายในเทศกาลกว่า 50 แห่งทั่วโลก
สิ่งที่ทำให้ My Uncle Tudor น่าขนลุก ไม่ใช่ความรุนแรงบนจอ เพราะหนังไม่มีภาพแบบนั้นเลย
สิ่งที่น่าขนลุกคือความเงียบ
โอลกาเล่าในบทสัมภาษณ์ว่า ตลอด 10 วันที่ถ่ายทำ เธอสังเกตเห็นลุงนั่งอยู่คนเดียวบนเก้าอี้ในสวนเป็นชั่วโมงๆ เธอคิดว่าบางทีเขาอาจกำลังทบทวนอดีต และอาจมีอะไรสำคัญอยากบอกเธอในช่วงบั้นปลายชีวิต จึงเดินเข้าไปหา บทสนทนาครั้งนั้นยาวราวสองชั่วโมง เธอยอมรับว่าถ้าไม่มีกล้องและเครื่องอัดเสียงอยู่ในมือ เธอคงไม่มีความกล้าพอ เพราะการสวมบทบาท "โอลกาผู้กำกับ" คือสิ่งที่ช่วยให้เธออดทนและนิ่งพอที่จะถามคำถามที่ค้างคาใจมาหลายสิบปี
ในหนัง ลุงตูดอร์บรรยายตัวเองว่าเป็นคนที่อยากมีชีวิตบริสุทธิ์ เขาเชื่อว่าคนเรามีผู้พิทักษ์อยู่สองตน ตนหนึ่งสีขาว อีกตนสีดำ และถ้าเรายึดมั่นในตัวสีขาว เราก็จะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง
เมื่อโอลกาเริ่มถามถึงความทรงจำไม่ดีในวัยเด็กของเธอ คำตอบแรกของเขาคือ "อย่าพูดอะไรไร้สาระ"
เมื่อเธอบอกว่าให้อภัยเขาไม่ได้ เขาพลิกบาปกลับไปหาเธอทันทีว่า ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะยิ่งบาปหนักขึ้นไปอีก และจะไม่มีใครให้อภัยเธอ จากนั้นเขาก็ยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปไม่ใช่บาป เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรที่ "ร้ายแรงกว่านั้น"
ช่วงหนึ่งที่ชวนอึดอัดที่สุดของหนังคือ ระหว่างที่บทสนทนายังดำเนินอยู่ ป้าวาเลีย ภรรยาของลุง เดินเข้ามาถามว่า "ทำอะไรกันอยู่ลุงหลาน" โอลกาตอบว่า "คุยกันอยู่ค่ะ" ประโยคธรรมดาสั้นๆ นั้นคือภาพของความเงียบที่กลับมาครอบบ้านได้ภายในเสี้ยววินาที
โอลกาบอกลุงว่า สำหรับเธอ การได้มองแววตาของเขาชัดๆ ว่ามีความรู้สึกผิดอยู่บ้างไหมเป็นเรื่องสำคัญมาก และมันเจ็บปวดที่เห็นแต่ความเฉยชา ประโยคที่ลุงทิ้งไว้ท้ายเรื่องคือ "ใครๆ ก็มีเรื่องแบบนี้ทั้งนั้นแหละ"
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนกว่าภาพผู้ร้ายในนิยาย คือลุงตูดอร์ไม่ใช่คนที่ใครในบ้านมองว่าน่ากลัว โอลกาเล่าว่าลุงเป็นพ่อและสามีที่ดี ทว่าก็มีอีกด้านหนึ่งที่ไม่มีใครสังเกตเห็นมาหลายปี
ประโยคนี้ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาดสำหรับสังคมไทย ในวัฒนธรรมที่ผู้ใหญ่ "อาบน้ำร้อนมาก่อน" และการเถียงผู้ใหญ่ถูกมองว่าไม่มีสัมมาคารวะ คนที่เด็กพูดถึงได้ยากที่สุด มักไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ทั้งบ้านเคารพ
รายงานสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวประจำปี 2565 ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าผู้กระทำความรุนแรงกว่าร้อยละ 53 เป็นคนในครอบครัว โดยประกอบไปด้วยญาติ พ่อเลี้ยง และพ่อแท้ ตัวเลขนี้นับรวมความรุนแรงทุกรูปแบบและผู้ถูกกระทำทุกวัย แต่ก็พอบอกได้ว่า สำหรับคนจำนวนมาก อันตรายอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด
แม้แต่ในโลกออนไลน์ที่เรามักคิดว่าเต็มไปด้วยคนแปลกหน้า งานวิจัย Disrupting Harm in Thailand ของ UNICEF Office of Research – Innocenti ร่วมกับ ECPAT และ INTERPOL ซึ่งสำรวจเด็กไทยอายุ 12 ถึง 17 ปีที่ใช้อินเทอร์เน็ต 967 คนทั่วประเทศ ก็พบว่าผู้กระทำการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศเด็กทางออนไลน์ส่วนใหญ่เป็นคนที่เด็กรู้จักอยู่แล้ว ทั้งเพื่อน คนรู้จัก คนรัก และสมาชิกในครอบครัว โดยคนแปลกหน้ามีสัดส่วนเพียงราวหนึ่งในห้าเท่านั้น
ความเคารพผู้ใหญ่จนไม่กล้าพูดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเอเชีย งานวิจัยเชิงคุณภาพของ Mensah, Abdullah และ Cudjoe ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Discover Psychology ปี 2024 สัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากการถูกล่วงละเมิดโดยคนในครอบครัวในประเทศกานา และพบว่าการเคารพผู้มีอำนาจในบ้าน การรักษาหน้าตาของครอบครัว และความกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งหากขัดใจผู้ใหญ่ ล้วนเป็นแรงกดดันที่ทำให้เหยื่อไม่กล้าพูด และแม้บางคนจะรวบรวมความกล้าไปบอกพ่อแม่ได้ พวกเขาก็มักไม่ได้รับความเชื่อถือ เมื่อแรงกดดันแบบนี้ซ้อนทับกับระบบอาวุโสที่สอนให้เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่โดยไม่ตั้งคำถาม กำแพงที่เด็กต้องข้ามจึงสูงขึ้นอีกหลายเท่า
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือความผิด ในหนัง โอลกาบอกลุงตรงๆ ว่าตอนนั้นเธอไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เธอจึงไม่ได้บอกพ่อแม่ ทั้งที่ในบทสัมภาษณ์ เธอเล่าว่าพ่อแม่คือเพื่อนสนิทที่สุดที่เธอคุยได้ทุกเรื่อง
สำหรับเด็กไทย การพูดเรื่องนี้ออกมามีราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกชั้น นั่นคือความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเนรคุณ ทำให้บ้านแตก หรือทำให้ผู้ใหญ่เสียหน้า คำว่า "รักษาน้ำใจผู้ใหญ่" ที่เราใช้กันจนชิน จึงอาจกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้ความเจ็บปวดของเด็กคนหนึ่งถูกวางไว้ทีหลังเสมอ
สังคมไทยยกย่องภาพ "ครอบครัวในอุดมคติ" และปลูกฝังความกตัญญูอย่างเข้มข้น จนผู้ถูกกระทำจำนวนไม่น้อยไม่กล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เรามักผูกคำว่ากตัญญูไว้กับการต้องเชื่อฟัง และเมื่อเกิดเรื่องขึ้น หลายครอบครัวก็เลือกให้เหยื่อเป็นฝ่ายปิดปากเงียบแทน
ความกตัญญูไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมันถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากคนที่อ่อนแอที่สุดในบ้าน
วารสาร Child Abuse & Neglect ซึ่งรวบรวมงานศึกษา 27 ชิ้นระหว่างปี 2000 ถึง 2022 เพื่อหาปัจจัยที่ทำให้เด็กเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยการถูกล่วงละเมิดทางเพศ พบว่าการยึดถือค่านิยมแบบเอเชียดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงความกตัญญูต่อครอบครัว เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ขัดขวางการเปิดเผย ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ช่วยให้เด็กกล้าพูดคือการมีผู้ดูแลที่ไม่ใช่ผู้กระทำ และพร้อมอยู่ข้างพวกเขา
แม้แต่โอลกาเอง ผู้หญิงที่กล้าพอจะนำเรื่องนี้ขึ้นจอและคว้ารางวัลระดับโลก ก็ยังต้องต่อรองกับการรักษาครอบครัวอยู่ดี เธอเล่าว่าการตัดสินใจถ่ายทำเป็นเรื่องยากมาก เพราะคนเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ และสำหรับพวกเขา หนังยังดำเนินต่อไปหลังเครดิตขึ้น สุดท้ายเธอจึงเลือกไม่ให้หนังฉายในมอลโดวา เพื่อปกป้องตัวตนของคนในครอบครัว
ถ้าคนที่มีทั้งเวทีและเสียงขนาดนั้นยังต้องเกรงใจบ้านของตัวเอง ลองนึกดูว่าเด็กไทยคนหนึ่งที่ยังต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ทั้งเรื่องที่อยู่ การเดินทาง ไปจนถึงข้าวปลาอาหาร จะต้องแบกรับอะไรบ้าง
สองทศวรรษที่โอลกาเก็บเรื่องนี้ไว้ อาจฟังดูยาวนาน แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขนี้ยังน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก
CHILD USA องค์กรวิจัยด้านสิทธิเด็กในสหรัฐอเมริการะบุว่า มีเพียงราวหนึ่งในสามของผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กที่เปิดเผยเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อีกหนึ่งในสามไม่เคยบอกใครเลย และอายุเฉลี่ยที่ผู้รอดชีวิตเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองคือ 52 ปี
ในทางกฎหมาย ไทยมีกลไกที่รับรู้ความจริงข้อนี้อยู่บ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95/1 หากผู้เสียหายเป็นผู้เยาว์ อายุความของคดีทางเพศจะยังไม่เริ่มนับ จนกว่าผู้เสียหายจะอายุครบ 18 ปี แต่เมื่อความเงียบโดยเฉลี่ยกินเวลาหลายสิบปี คำถามที่ยังค้างอยู่คือ กรอบเวลาที่กฎหมายให้ไว้ยาวพอสำหรับคนที่ต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตกว่าจะพูดออกมาได้หรือยัง
โอลกายังพบระหว่างค้นคว้าทำหนังว่า กรณีที่เด็กผู้ชายถูกล่วงละเมิด ถูกเปิดเผยน้อยกว่าเด็กผู้หญิงเสียอีก เพราะนอกจากกลัวถูกตีตราว่าเป็นเหยื่อแล้ว พวกเขายังกลัวถูกตีตราเรื่องเพศสภาพด้วย
ตลอดทั้งเรื่อง โอลกาใช้แมงมุมเป็นสัญลักษณ์ เธออธิบายว่ามันแทนการที่ครอบครัวไม่ยอมรับความจริง ทุกคนในบ้านรู้ว่าแมงมุมอยู่ตรงนั้น แต่เลือกที่จะทำเป็นไม่เห็น
นี่คือสิ่งที่ทำให้ My Uncle Tudor แตกต่างจากหนังเปิดโปงทั่วไป โอลกาไม่ได้โทษลุงเพียงคนเดียว เธอบอกว่าเธอโทษทั้งครอบครัวและตัวเองด้วย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยเผชิญหน้ากับเขาเลยสักคน แมเกระทั่งตัวเธอเอง
สิ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจถ่ายทำในที่สุด คือการได้รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนเดียวในครอบครัวที่ถูกลุงกระทำ เธอถามตัวเองว่า ถ้ามีเด็กอีกหลายคนต้องเจ็บปวดเพราะการเก็บเงียบของเธอล่ะ
งานวิจัยไทยที่ศึกษากลไกยุติความรุนแรงในครอบครัวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเหล่านี้มักถูกซ่อนไว้เพราะความอับอาย ตัวเลขที่ถูกรายงานจึงต่ำกว่าความเป็นจริง และคนรอบข้างจำนวนมากมักเลือกที่จะเพิกเฉย เพราะมองว่าเป็น "เรื่องในครอบครัว"
บางที คำถามที่เราควรถาม อาจไม่ใช่ "ทำไมเหยื่อถึงไม่พูด" แต่คือ "ทำไมคนรอบตัวถึงไม่ถาม"
ในหนัง โอลกาบอกลุงว่าเธอให้อภัยเขาไม่ได้ แต่ในบทสัมภาษณ์หลังจากนั้น เธอเล่าว่าในชีวิตจริง เธอคิดว่าตัวเองให้อภัยเขาได้แล้ว และมองว่าการทำหนังทั้งเรื่องคือการให้อภัยรูปแบบหนึ่ง
ความต่างระหว่างสองฉากนี้สำคัญมาก การให้อภัยของโอลกาเกิดขึ้นเมื่อเธอพร้อม ด้วยเงื่อนไขของเธอเอง หลังจากได้พูดความจริงออกไปแล้ว ไม่ใช่การให้อภัยที่ถูกเรียกร้องด้วยคำขู่ว่าจะทำให้ "บาปหนักขึ้น" อย่างที่ลุงพยายามอ้าง การให้อภัยจึงเป็นสิทธิ์ของผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่หน้าที่ที่ครอบครัวจะยัดเยียดให้
โอลกาเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการล่วงละเมิดคืออะไร และสอนให้กล้าปฏิเสธ แม้แต่กับญาติที่ใกล้ชิดที่สุดก็ตาม
โอวาทที่ธนญชัยเศรษฐีมอบให้นางวิสาขา ถูกเขียนขึ้นเพื่อรักษาความสงบระหว่างผู้ใหญ่ในเรือน มันไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็กเก้าขวบเก็บไฟไว้ในอกคนเดียว
เราสอนลูกหลานให้ไหว้ผู้ใหญ่ ให้รู้จักกตัญญู ให้รักษาน้ำใจคนในบ้าน คำถามที่ My Uncle Tudor ทิ้งไว้คือ เราได้สอนพวกเขาแล้วหรือยังว่า “ผู้ใหญ่ก็ทำผิดได้ และพวกเขามีสิทธิ์เสมอ ที่จะบอกใครสักคน”
หากคุณหรือคนใกล้ตัวเผชิญกับการล่วงละเมิด สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตลอด 24 ชั่วโมง
ร่วมตระหนักถึงปัญหาการกดทับการล่วงละเมิดทางเพศภายในครอบครัวในสารคดี My Uncle Tudor รับชมได้แล้ววันนี้ทาง VIPA ▶️ https://vipa.me/th/contents/16247/the-expiration
แหล่งอ้างอิง
คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)