อ่านแล้ว 0
ลองหยุดนึกดูสักครู่ มีใครไหมที่คุณเสียไปในช่วงโควิด อาจเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เจอหน้ากันครั้งสุดท้าย เพื่อนที่งานศพโดยไม่ได้บอกลา หรือแม้แต่คนรู้จักที่คุณได้แต่ส่งความปราถนาผ่านหน้าจอในวันที่อาการเขาทรุดลง
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นสิ่งที่คนไทยแทบทุกครัวเรือนมีคำตอบอยู่ในใจ และมันคือแก่นของสารคดีสั้นเรื่อง The Expiration (ลมหายใจสุดท้าย) ผลงานเรื่องแรกของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส-เยอรมัน Joris Cottin จากประเทศแคนาดา
Steve Day ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (ALS) มานาน 8 ปีเต็ม จนถึงจุดที่เขาตัดสินใจขอใช้สิทธิ์ยุติชีวิตภายใต้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายควิเบก ประเทศแคนาดา รับรองไว้ แต่จังหวะที่เขาตัดสินใจนั้น บังเอิญตรงกับช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก จนส่งผลให้โรงพยาบาลและสถานดูแลผู้สูงอายุสั่งห้ามเยี่ยมโดยเด็ดขาด เมื่อสถานที่ที่ควรรองรับวาระสุดท้ายของชีวิตปิดประตูใส่คนที่เขารัก Steve จึงทำในสิ่งที่แทบไม่มีใครคาดคิด นั่นคือไปเช่าห้องโรงแรมสักห้อง เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่ต้อนรับครอบครัวและเพื่อนฝูงให้เข้ามาร่ำลาแทน
หนังเลือกเล่าเรื่องหนักด้วยการถ่ายทอดบรรยากาศของวันธรรมดาในสัปดาห์สุดท้ายของ Steve ผ่านผู้คนที่แวะเวียนเข้ามา อาทิ ช่างตัดผมที่ไม่ได้จับกรรไกรมาสองเดือนเพราะโรคระบาด ได้กลับมาตัดผมให้ Steve เป็นคนแรก หรือคนรักที่เพิ่งคบกันมาได้ปีเดียว ที่บอกว่าสัปดาห์นี้คือครั้งแรกที่ทั้งสองได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันอย่างแท้จริง ไปจนถึงเพื่อนสมัยมัธยมที่โผล่มาทางวิดีโอคอลเพื่อหยอกล้อและอำลากันเป็นครั้งสุดท้าย
Cottin ทำหน้าที่ทั้งกำกับ ถ่ายภาพ และบันทึกเสียงด้วยตัวเองคนเดียว กล้องของเขาจึงเข้าไปคลุกคลีอยู่ในระยะใกล้ชิด และตั้งคำถามที่ค้างอยู่ในใจคนดูหลายคนเหมือนกัน เช่น การได้เลือกจุดจบของตัวเองคืออิสรภาพหรือเปล่า และ Steve พอจะนึกภาพโลกหลังความตายออกไหม หนังพา Cottin ไปคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาย Shoot No Matter What จากเทศกาลหนังสั้นนานาชาติ REGARD ที่ควิเบกเมื่อปี 2021 ก่อนจะไปคว้ารางวัลสารคดีสั้นยอดเยี่ยมที่เทศกาล Pärnu ในเอสโตเนีย และออกเดินสายฉายในเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Steve ไม่ใช่กรณีเดียว งานวิจัยด้านการพยาบาลที่ศึกษาผลกระทบของมาตรการจำกัดการเยี่ยม ICU ทั่วโลกช่วงโควิดสรุปไว้ตรงไปตรงมาว่า กระบวนการที่ค่อยๆ เปิดให้ครอบครัวเข้าเยี่ยม ICU ได้ ซึ่งใช้เวลาพัฒนามานานหลายปี ถูกยกเลิกกะทันหันตั้งแต่ช่วงต้นการระบาด สร้างความโดดเดี่ยวที่ท่วมท้นทั้งตัวผู้ป่วย ครอบครัว และแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์เอง คนจำนวนมหาศาลทั่วโลกต้องจากไปโดยไม่มีคนที่รักอยู่ข้างกาย
ในไทยเองก็มีเหตุการณ์ที่จุดชนวนคำถามทำนองเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ปี 2564 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติออกประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาไม่ใส่ท่อช่วยหายใจให้กับกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคร้ายแรง เพื่อสงวนทรัพยากรไว้ให้ผู้ป่วยรายอื่นที่มีโอกาสรอดมากกว่า ประกาศนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโซเชียลมีเดียในแง่จริยธรรม เพราะเท่ากับเป็นการตัดสินล่วงหน้าว่าใครควรได้รับการช่วยเหลือให้รอด และใครควรถูกปล่อยให้จากไปอย่างสงบ หลายคนตั้งคำถามว่า เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงหรือ?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบง่ายๆ เพราะทรัพยากรทางการแพทย์มีจำกัดจริง แต่มันก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า ทุกมาตรการที่ออกมาเพื่อ "ป้องกัน" มีต้นทุนที่มองไม่เห็นเสมอ นั่นคือความเจ็บปวดของคนที่ไม่ได้ร่ำลา
ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 2564 ระบบสาธารณสุขไทยเข้าใกล้จุดวิกฤตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข้อมูลช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นกรกฎาคมปีนั้นระบุว่า จำนวนผู้ป่วยอาการหนักเฉลี่ยพุ่งสูงถึง 1,731 รายต่อวัน และผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเฉลี่ยอยู่ที่ 494 รายต่อวัน โดยตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่มีทีท่าจะลดลง
ผลที่ตามมาคือมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่รู้ตัวว่าติดเชื้อแล้ว แต่ต้องรอประสานงานเตียงอยู่ที่บ้าน จนอาการทรุดหนักและเสียชีวิตก่อนได้เข้าโรงพยาบาล ข้อมูลจากการชันสูตรพลิกศพในช่วงนั้นยืนยันว่าเคสแบบนี้เกิดขึ้นจริง แม้จะเป็นข้อมูลจากช่วงเวลาและพื้นที่หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขรวมระดับประเทศ แต่ก็มากพอที่จะทำให้ภาครัฐต้องเร่งแก้ไขกลางคัน จนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นต้องสั่งตั้งทีมลาดตระเวนค้นหาผู้ป่วยที่รอเตียงอยู่ตามบ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นการเฉพาะ เพื่อไม่ให้มีใครต้องเสียชีวิตเพียงเพราะรอเตียงไม่ทัน
การที่ต้องมีมาตรการฉุกเฉินแบบนี้เกิดขึ้นกลางคัน สะท้อนตรงไปตรงมาว่าระบบมาตรฐานในตอนนั้นรับมือไม่ไหวจริง และนั่นหมายความว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญสถานการณ์ไม่ต่างจาก Steve ในหนัง คือต้องหาทางร่ำลาคนที่รักด้วยตัวเอง ในวันที่ระบบที่ควรรองรับพวกเขากลับรองรับไม่ไหว
สิ่งที่ Steve ทำได้ในแคนาดา คือการเลือกวิธีจบชีวิตของตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรีตามที่กฎหมายรับรอง ไทยไม่มีกฎหมายการุณยฆาต แต่มีสิทธิที่ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว นั่นคือ Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์รับการรักษาเพื่อยื้อชีวิต ซึ่งบัญญัติไว้ในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มานานกว่าสิบห้าปีแล้ว
สิทธินี้ให้บุคคลแสดงเจตนาล่วงหน้าได้ว่า หากตนเองป่วยหนักจนไม่มีทางกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ จะไม่ขอรับการรักษาที่เป็นเพียงการยื้อความตาย เช่น การใส่ท่อช่วยหายใจหรือการปั๊มหัวใจ เพื่อให้ได้จากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ แทนที่จะปล่อยให้แพทย์และญาติต้องแบกรับการตัดสินใจแทนในนาทีวิกฤต
ปัญหาคือ แม้สิทธินี้จะมีมานาน แต่คนไทยส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักมันเลย ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเพิ่งพัฒนาระบบ e-Living Will ให้ทำเรื่องออนไลน์ได้ โดยเริ่มนำร่องกับสถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายเพียงสิบแห่งเท่านั้น ก่อนจะค่อยๆ ขยายการอบรมไปยังโรงพยาบาลในแต่ละเขตสุขภาพ ซึ่งบ่งบอกว่าระบบนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่แพร่หลายในสังคมไทยเลย
Steve ในหนังโชคดีกว่าคนจำนวนมาก เพราะเขามีทั้งเงิน เวลา และความคิดสร้างสรรค์มากพอที่จะหาทางร่ำลาคนที่รักด้วยตัวเอง เมื่อระบบที่ควรรองรับเขาไม่เปิดทางให้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีต้นทุนแบบนั้น สิ่งที่อยากทิ้งท้ายไว้ ไม่ใช่คำถามว่าไทยควรมีการุณยฆาตหรือไม่ เพราะนั่นเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องถกกันอีกยาว แต่เป็นคำถามที่เล็กและใกล้ตัวกว่านั้นมาก:
และคุณรู้หรือเปล่าว่า สิทธิที่จะบอกความต้องการนั้นล่วงหน้า มีอยู่แล้วในกฎหมายไทย
รอแค่ให้คุณหยิบใช้มัน
ร่วมรำลึกถึงคนในชีวิตที่คุณต้องเสียพวกเขาไปช่วงโควิดได้ในสารคดี สารคดี The Expiration (ลมหายใจสุดท้าย)
รับชมได้แล้ววันนี้ทาง VIPA ▶️ https://vipa.me/th/contents/16247/the-expiration
บรรณานุกรม
คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)