ปล่อยอุดมการณ์ วางอัตตา: วรรณสิงห์ กับศิลปะการเป็นพยานให้โลกใบนี้ ใน 'เถื่อน Travel Bad Bad World'

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล กับการเรียนรู้ที่จะละวางอัตตาลงในวัยกลางคน


เกือบทุกคนที่หยิบกล้องขึ้นมาเป็นครั้งแรก มักหันมันเข้าหาตัวเองก่อนเสมอ อยากเห็นหน้าตัวเองในเฟรม อยากบันทึกความเป็นเรา อยากรู้ว่าเราดูเป็นอย่างไรในสายตาของโลก นั่นคือสัญชาตญาณอันแสนซื่อตรงและเป็นธรรมชาติของมนุษย์

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิต กว่าจะเรียนรู้ที่จะหันมันออกไป


20 ปีที่ผ่านไป จากเด็กหนุ่มที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ และเคยต้องทำรายการปรัชญาพร้อมสรุปข้อคิดที่ไม่มีเวลาตกตะกอน ได้กลายเป็นชายวัยกลางคนผู้สวมหมวกนักทำสารคดีในรายการ เถื่อน Travel: Bad Bad World เขาเดินทางเข้าไปในพื้นที่สงคราม ดินแดนที่อดอยากที่สุด และซอกหลืบที่มืดมิดที่สุดของโลกใบนี้ ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ร่องรอยบนใบหน้า หรืออุปกรณ์ถ่ายทำที่หนักอึ้งนับสิบกิโลกรัม ทว่าคือ "อัตตา" ที่ถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงความว่างเปล่า เพื่อเปิดทางให้ "ความจริง" ของโลกได้เปล่งเสียง


ใน Master's Cut: คุยนอกบท EP. นี้ เราชวน 'สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล' มานั่งทบทวนการเดินทางอันยาวนาน ตั้งแต่ร่มเงาของครอบครัว วิกฤตวัยกลางคน ไปจนถึงบาดแผลในใจจากการเป็นพยานให้ความทุกข์ยากของผู้อื่น ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำถามง่ายที่สุด:


เขากลายเป็นคนแบบนี้ได้อย่างไร?



บ้านที่สอนให้มองไกลกว่าตัวเอง


วรรณสิงห์เติบโตมาในบ้านที่ผูกพันกับการเป็นพยานให้ประวัติศาสตร์ พ่อของเขาเป็นแกนนำ 14 ตุลาคม แม่เป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์ สองคนที่ต่างก็ใช้ชีวิตไปกับการบันทึกและเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวเอง


"สิ่งที่พวกท่านให้ผมคือการพยายามมองโลกนี้ แล้วเข้าใจสิ่งต่างๆ หาการใช้ชีวิตที่ไม่ได้จบอยู่แค่การเลี้ยงชีพ แต่รวมไปถึงการถามหาความหมาย" เขาเล่า มันไม่ใช่คำสั่งสอน แต่เป็นบรรยากาศ เป็นหนังสือวรรณกรรมที่วางอยู่ในบ้าน เป็นความรู้สึกที่ซึมเข้ามาตั้งแต่เด็กว่าการหาความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องสูงสุดของชีวิต


แต่เงาของคนที่มีบทบาททางประวัติศาสตร์ทั้งสองก็หนักอึ้งพอกัน พอโตขึ้นเป็นวัยรุ่น คำถามหนึ่งเริ่มดังขึ้นในใจเขาว่า มีที่ให้เรายืนในสังคมไหม มีตัวตนของเราเองไหม ความอยากพิสูจน์ตัวเองในวันนั้นคืออัตตาก้อนแรก ก้อนที่เขาจะใช้เวลาอีกยี่สิบปีค่อยๆ วางมันลง


อุดมการณ์ที่กลายเป็นกำแพง


ตอนเด็ก วรรณสิงห์ยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างแรงกล้า เขามองโลกเป็นขาวและดำ เชื่อในความถูกความผิด และพยายามเอาความคิดของตัวเองไปครอบโลกว่ามันควรเป็นแบบไหนถึงจะดี ถึงจะแฟร์


20 ปีของการเดินทางไปเปิดหูเปิดตาในต่างแดนค่อยๆ กัดกร่อนความมั่นใจแบบนั้นลง เขาได้เห็นผู้คนห้ำหั่นกันด้วยความเชื่อ ได้เห็นมนุษย์ที่ยึดอุดมการณ์จนอีโก้ขึ้นมานำทางแทนสามัญสำนึก แล้ววันหนึ่งเขาก็เข้าใจธรรมชาติของคำคำนี้


"อุดมการณ์ตอนแรกดูเป็นสิ่งดีงามมาก แต่พอเราเติบโตขึ้น เราเห็นว่ามันเป็นกำแพงที่บดบังการเรียนรู้รูปแบบอื่น บดบังการมองเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน"


สิ่งที่เหลืออยู่หลังกำแพงพังลงไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นวิธีมองโลกแบบใหม่ เขาบอกว่าตอนนี้ไม่มีโลกในเวอร์ชันที่อยากให้เป็นผ่านคำว่าอุดมการณ์อีกแล้ว มีเพียงการนั่งสังเกตโลกตามที่มันเป็น แล้วเล่ามันออกมา แล้วก็ยินดีกับการเป็นแค่นั้น

"โลกแบบที่มันเป็นอยู่ ไม่ว่าจะมืดหรือสว่างแค่ไหน มันโคตรมหัศจรรย์และสวยงาม เราไม่มีวันได้เห็นครบในชีวิตหนึ่ง แต่สิ่งที่ทำได้คือเห็นให้มากที่สุด แล้วถ่ายทอดออกไปให้ครบถ้วน"



เคว้ง ก่อนจะกลับมาได้


จุดเริ่มต้นของ เถื่อน Travel Bad Bad World ไม่ได้สวยงาม มันเริ่มจากภาวะที่วรรณสิงห์เรียกว่า mid-life crisis ในวัยสามสิบปลาย ตอนแรกเขาตั้งใจจะวางหมวกนักผจญภัยลง สวมหมวกใบใหม่ในฐานะพ่อ ในฐานะคนที่อยู่กับบ้าน แล้วชีวิตก็ไม่เป็นไปตามแผน


"ไม่มีทางที่คุณจะวางแผนชีวิตได้มากมาย" เขาพูดถึงบทเรียนของวัยนั้น เมื่อทิ้งตัวเองคนเก่าไปแล้วตัวใหม่ยังไม่มา เขาจึงตกอยู่ในความเคว้งว่าตกลงแล้วฉันเป็นใคร


ทางออกของเขาคือการกลับไปหาตัวเองคนเดิมในฐานะคนทำสารคดี คนที่อาจไม่ได้อยากผจญภัยเท่าเดิม แต่ยังอยากคราฟต์งานศิลปะอยู่ เขาเอาแรงตรงนั้นกลับมาประกอบตัวเองขึ้นใหม่ แล้วออกเดินทาง คราวนี้ด้วยเป้าหมายที่ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เพราะสิ่งที่เขาค้นพบระหว่างทางคือในงานที่เล่าเรื่องของทั้งโลกใบนี้ ตัวเขาแทบไม่มีที่ยืน


"ในเนื้อเรื่อง 100% อาจจะมีเรื่องผมแค่ 0.5% ที่เหลือเป็นเรื่องของผู้คนที่ผมไปเจอ ตัวผมเองเป็นแค่ผู้สังเกตการณ์และร้อยเรียงมันออกมา"


เขาเคยลองผสมความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปในห้องตัดต่อ แต่สักพักก็เอาออก เพราะมันไปกลบเรื่องที่สำคัญกว่าตัวเรา ถ้าความคิดส่วนตัวจะอยู่ในงานจริงๆ เขาบอกว่ามันควรอยู่ในหน้าหนังสือมากกว่าในเฟรมภาพ เพราะคนดูไม่ได้เปิดสารคดีมาเพื่อฟังว่าเราคิดอะไร แต่เปิดมาเพื่อเรื่องราวที่เรากำลังเล่า


ความกลัวที่หายไปเมื่อมีงานต้องทำ


การวางตัวเองลงไม่ได้เป็นแค่เรื่องปรัชญา ในพื้นที่จริงมันคือเรื่องความเป็นความตาย


วรรณสิงห์เล่าถึงคืนก่อนออกไปถ่ายในเขตสู้รบที่ห่างออกไปเพียงสี่สิบกิโลเมตร คืนที่เขาต้องปลอบตัวเองให้สงบ และเปิดกล้องอัดวิดีโอสั่งเสียเผื่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่ได้มานั่งชั่งน้ำหนักระหว่างความกลัวกับความหมายของงาน เพราะรู้ดีว่าถ้าวันนี้ไม่เข้าไป เดี๋ยววันหลังก็หาทางกลับมาอยู่ดี สิ่งเดียวที่ทำได้คือควบคุมความกลัว ซึ่งไม่ได้แปลว่าไม่กลัว แต่แปลว่ายอมรับมันแล้วอยู่กับมัน


สิ่งที่ยึดเขาไว้ไม่ให้ประมาทคือความรับผิดชอบต่อคนข้างหลัง ประโยคที่เขาท่องกับตัวเองเสมอเรียบง่ายแต่หนักแน่น


"ชีวิตไม่ใช่ของมึงคนเดียว"


น่าสนใจว่าความกลัวจะมาเยือนเฉพาะตอนที่ยังไม่ได้ลงมือ ตอนนอนอยู่ในโรงแรม ตอนรอเช้าวันใหม่ แต่พอถึงหน้างานจริง ความกลัวหายไปหมด เพราะสมองมนุษย์ไม่เหลือที่ว่างให้ความฟุ้งซ่านเมื่อมีสิ่งที่ต้องโฟกัส เขาสรุปมันด้วยประโยคที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจของทั้งบทสนทนา


"ความกล้าคือต้องกลัวตั้งแต่แรก ถึงจะต้องลุยเข้าไปทั้งที่กลัว แต่พอความกลัวหายไป มันไม่ต้องใช้ความกล้าแล้ว แค่ต้องใช้ความโฟกัสอยู่กับงาน"



คนที่คิดแบบคนทำหนัง แต่ทำงานแบบคนทำสารคดี


ในฐานะทั้งผู้กำกับและผู้กำกับภาพในคนเดียว วรรณสิงห์มีอิสระที่จะออกแบบทุกช็อตในหัวของตัวเอง บางครั้งเขาเลือกถ่ายผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังเดินลุยพื้นที่ไปพร้อมกับเขา คล้ายเวลาเล่นเกม แต่หลักการเบื้องหลังทั้งหมดกลับเรียบง่าย


"เราคิดแบบคนทำหนัง แต่เราทำงานแบบคนทำสารคดี" เขาอธิบาย ตอนประกอบเรื่องราวเขาทำให้มัน cinematic ที่สุด แต่ตอนถ่ายยังไงก็ต้องถ่ายความเป็นจริง อะไรเกิดขึ้นตรงนั้นต้องถ่ายให้ได้ในวินาทีนั้น เขาจะไม่บิดความจริงให้เข้ากับเรื่องที่เซ็ตไว้ในหัว เพราะนั่นคือการบิดเบือน ถ้าถ่ายจริงแล้วมันเป็นคนละเรื่อง เขาก็ยอมเล่าไปตามเรื่องที่ได้มา


ความยากที่สุดของงานนี้จึงไม่ใช่การถ่าย หากแต่คือการตัดทิ้ง ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกมันว่า “kill your darlings” หรือการฆ่าสิ่งที่เรารัก บทสัมภาษณ์สิบถึง 20 ชั่วโมงถูกตัดเหลือ 50 นาที ฟุตเทจสวยงามที่อุตส่าห์เสี่ยงถ่ายมาถูกทิ้งไป ถ้ามันไม่ได้รับใช้เรื่องราว


และตรงนี้เองที่ความหมายของการวางอัตตากลับมาชัดที่สุด วรรณสิงห์บอกว่าแรงจูงใจสำคัญที่หายไปคือเขาไม่ได้ทำงานเพราะอยากได้รับการยอมรับจากสังคมอีกแล้ว


"ถ้าอยากได้การยอมรับ กล้องมันต้องหันมาทางเรา แต่พอมาด้วยงานคราฟต์ การได้ช็อตสวยๆ ของคนในพื้นที่ที่เล่าเรื่องได้สมบูรณ์โดยไม่ต้องมีเราอยู่ในนั้นเลย นั่นคือสิ่งที่ต้องการที่สุด"


มีคนชมก็ดีใจได้ เขาบอก แต่อย่าให้มันเป็นต้นทางของการทำงาน เพราะถ้าปล่อยให้เสียงชื่นชมนำทาง มันจะดันให้เราต้องเสี่ยงมากขึ้น อลังการขึ้น เพียงเพื่อรักษาความนิยม สำหรับเขาแล้ว งานนี้ไม่เคยเป็นแค่งาน มันคือวิถีชีวิต


คองโก และเส้นแบ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้


มีอยู่ตอนหนึ่งในบทสนทนาที่วรรณสิงห์เงียบลงนานกว่าปกติ เป็นตอนที่เขาถูกถามถึงคองโก ถึงฟุตเทจของเด็กที่วิ่งตามเขาแล้วตะโกนคำว่า "จาล่ะ จาล่ะ" ซึ่งแปลว่าความหิวโหย


ผมถามเขาตรงๆ ว่าเส้นแบ่งระหว่างการเป็นกระบอกเสียงให้โลกรับรู้ กับการหาประโยชน์จากความทุกข์ของคนอื่นมาทำคอนเทนต์ มันอยู่ตรงไหน


เขายอมรับว่าคำถามนี้ยังอยู่ในใจจนถึงวันนี้ ที่อื่นเขาไม่รู้สึกหนักอึ้งขนาดนั้น เพราะเวลาหันกล้องไป มักได้เห็นทั้งด้านที่ทุกข์ยากและด้านที่ทรนงมีศักดิ์ศรีของผู้คน แต่ที่คองโกมันไม่มีโอกาสให้เขาได้ฉายแสงเลย มีแต่ความมืดดำในชีวิต


วรรณสิงห์ไม่หลอกตัวเอง เขายอมรับว่าไม่ได้ไปที่นั่นเพราะตั้งใจเป็นกระบอกเสียงตั้งแต่แรก เขาไปเพราะอยากทำงานสารคดี แล้วไปเจอเรื่องที่ทำให้เกิดคำถามว่าเรามีสิทธิ์หรือเปล่า ในฉากจบของตอนนั้น เขาเลือกใส่ความรู้สึกนี้เข้าไป เป็นการยื่นพื้นที่ให้คนดูตัดสิน


"ผมยัง judge ตัวเองเลย ถ้าคนดูจะ judge ผม ผมก็ไม่ปฏิเสธ อยากฟังด้วยซ้ำว่าผมมีสิทธิ์อยู่ตรงนี้ไหม หรือมันเป็นการสร้างสวนสัตว์มนุษย์อีกแบบหนึ่ง"


สิ่งที่ค้ำเขาไว้ไม่ให้ข้ามเส้นคือการเตือนตัวเองว่าอย่ากลายเป็นตัวละครอย่างในหนัง Nightcrawler (2014) ที่สร้างเหตุร้ายขึ้นเองเพื่อจะได้ถ่ายภาพไปขาย เขาย้ำกับตัวเองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรา เราแค่ไปอยู่ตรงนั้นในฐานะพยาน

"เราเป็นผู้บันทึกเรื่องราว แล้วก็ทำหน้าที่ของเราไป" เขาพูด พร้อมเสริมว่าในทุกยุคสมัยก็มีคนแบบเขาที่คอยจดบันทึกโลกไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น สิ่งที่ทำได้คือเคารพคนที่เอาเรื่องเขามาเล่า รำลึกถึงเขา และขอบคุณเขาเสมอ



รดน้ำต้นไม้


ตอนท้ายของบทสนทนา ผมถามถึงราคาที่ผู้เล่าต้องจ่าย ถึงเสียงเตือนภัยที่พม่า ถึงข่าวที่เพื่อน fixer ต้องลี้ภัย วรรณสิงห์กลับตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาลง


เขาบอกว่าการได้อยู่กับเรื่องที่ใหญ่กว่าตัวเองมากๆ นั่นแหละที่ลดอัตตาลงไปได้เยอะ เพราะอัตตาทำงานสองทางเสมอ ด้านหนึ่งทำให้เราโอ้อวด อีกด้านทำให้เวลารู้สึกผิด เราแบกน้ำหนักของทั้งโลกไว้ราวกับต้องรับผิดชอบทุกเรื่อง แต่พอเห็นว่าวัฏจักรเหล่านี้เป็นมายาวนานตั้งแต่ก่อนมีเรา และจะเป็นต่อไปหลังเราตาย เขาก็โอเคกับการเป็นเพียงพยาน บันทึกมันไว้ แล้วส่งต่อ


"ผมไม่ได้มองว่าตัวเองพิเศษหรือเก่งอะไร แค่โชคดีด้วยซ้ำ ขอบคุณด้วยซ้ำที่มีโอกาสทำตรงนี้"


สิ่งที่เหลืออยู่หลังการเดินทางยาวนานจึงไม่ใช่ความภาคภูมิ แต่เป็นความรู้สึกขอบคุณ เขาบอกว่าตอนนี้ได้ appreciate ชีวิต และติ๊กออกจากเช็กลิสต์ได้แล้วว่าได้ทำสิ่งที่มีคุณค่า ลำดับต่อไปคือการปล่อยวางแล้วอยู่อย่างอุเบกขา


"ปล่อยให้ความหมายเป็นแค่การได้รดน้ำต้นไม้ทุกวันก็โอเคแล้ว"


หมวกของนักผจญภัย เขาบอกว่าวางไปได้แล้ว หมวกของนักเดินทางก็เช่นกัน เหลือแค่หมวกของคนทำสารคดีที่จะสวมไปตลอดกาล และถ้าในอนาคตมีเรื่องที่อยากเล่าจนต้องออกเดินทางอีก เขาจะไปเพราะเรื่องราวนำพาไป ไม่ใช่เพราะอยากเสี่ยงกว่าเดิม


กล้องที่หันออก


เมื่อบทสนทนาจบลง ผมนึกย้อนกลับไปที่ภาพแรก ภาพของคนที่หยิบกล้องขึ้นมาแล้วหันมันเข้าหาตัวเอง


การเดินทางทั้งชีวิตของวรรณสิงห์ ในแง่หนึ่งก็คือการค่อยๆ หมุนกล้องตัวนั้นให้หันออกไปทีละองศา จากเด็กหนุ่มที่อยากมีตัวตน อยากพิสูจน์ว่าตัวเองมีที่ยืนในโลก มาสู่ชายวัย 41 ที่พอใจจะเป็นเพียงคนบันทึก คนที่ยินดีจะหายไปจากเฟรม เพื่อให้ความจริงของผู้คนได้พูดแทน


บางที การเป็นพยานที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การตะโกนบอกว่าโลกควรเป็นอย่างไร แต่คือการนั่งลงเงียบๆ มองมันตามที่มันเป็น แล้วบันทึกมันไว้อย่างซื่อสัตย์ที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำได้


แล้วเมื่อทำเสร็จ ก็กลับบ้านไปรดน้ำต้นไม้



ติดตามบทสนทนาฉบับเต็มกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ได้ใน Master's Cut คุยนอกบท และรับชมซีรีส์สารคดี เถื่อน Travel: Bad Bad World แบบ 4K ได้ทาง VIPA ▶️ https://vipa.me/th/contents/15695/tuentravel-badbadworld


เกี่ยวกับผู้เขียน
กฤษฏิ์ เอื้ออุดมเจริญชัย

คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
วรรณสิงห์
ประเสริฐกุล
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
จิระนันท์ พิตรปรีชา
เถื่อนทราเวล
bad bad world
เถื่อน ทราเวล
tuen travel
เถื่อน channel
สิงห์ วรรณสิงห์
ต่างประเทศ
ท่องเที่ยว
สารคดี
คองโก
เยเมน
ยูเครน
พม่า
รัสเซีย
กะเหรี่ยง
ซีเรีย
ทอร์นาโด
อเมริกา
เวเนซุเอล่า