Manifest มีจริงไหม? จักรวาลจัดให้ หรือเรากำลังหลอกตัวเอง?

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

ว่าด้วยแมนิเฟสต์ มูเตลู และการดูดวงของ Gen Z


บนหน้าฟีด TikTok ของคุณ น่าจะเคยมีคลิปทำนองนี้ผ่านตา ผู้หญิงคนหนึ่งพูดยิ้มๆ ว่า "แค่เชื่อว่ามันเป็นของคุณแล้ว เดี๋ยวจักรวาลจัดให้เอง" ใต้คลิปเต็มไปด้วยคอมเมนต์ว่า "เคลมพลังค่ะ", "ขอด้วยคน" หรือ “ฉัน…” แฮชแท็ก #lawofattraction เพียงแท็กเดียวมีโพสต์รวมกันกว่า 1.3 ล้านโพสต์ และยอดชมทะลุ 1.26 หมื่นล้านครั้ง ตัวเลขระดับนี้บอกอย่างหนึ่งว่า ความเชื่อเรื่องการดึงดูดสิ่งที่ปรารถนาไม่ได้เป็นเรื่องชายขอบอีกต่อไป มันคือวัฒนธรรมกระแสหลักของคนรุ่นใหม่ทั่วโลก รวมถึงในไทย


หนังสั้นทดลองเรื่อง Em Assumes Death (2025) ของผู้กำกับ Jacob Schill หยิบความเชื่อชุดนี้มาวิพากษ์ แล้วถามกลับอย่างตรงไปตรงมาว่าเมื่อไหร่ที่ "การเชื่อมั่นในตัวเอง" กลายเป็น "การหลอกตัวเอง" ?



เรื่องย่อ กับข้อควรรู้ก่อนดู


ก่อนอื่น Em Assumes Death ไม่ใช่สารคดีสัมภาษณ์บุคคลจริง แต่เป็นหนังสั้นทดลอง (experimental short) ความยาวราว 38 นาที ที่ผสมการแสดง บทที่เขียนขึ้น และฟุตเทจสไตล์คลิปอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน ที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อเสียดสีสังคม


เรื่องราวเล่าถึง Em เด็กหนุ่มวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่โดดเดี่ยว เขาจมน้ำระหว่างพยายามเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเอง ในวินาทีก้ำกึ่งระหว่างเป็นกับตาย สิ่งที่มารับเขาไม่ใช่ญาติที่จากไปแล้ว หรือภาพชีวิตที่แล่นผ่านตาแบบที่เรามักได้ยินจากประสบการณ์เฉียดตาย ทว่าสิ่งที่ปรากฏคือ "โค้ชปลุกพลัง" ชื่อ Tammy Transforms ผู้แนะนำตัวว่าเป็น "certified neural linguistic master practitioner, EFT และ law of assumption coach" เธอดำเนินการเหมือนสายด่วนรับปรึกษาเร่งด่วน มีคูปองส่วนลดและคิวลูกค้ารอต่อแถว ก่อนทำหน้าที่ไล่เปิดคลิปทั้งหมดซึ่งเคยหล่อหลอมความเชื่อของ Em ให้เขาดูอีกครั้ง

ภาพเสียดสีนี้ชี้ตรงไปที่อุตสาหกรรม “ไลฟ์โค้ช” ปลุกพลังที่ทำเงินจากความเชื่อของคนรุ่นใหม่


และความเชื่อที่ว่านั้นมีชื่อเรียกเฉพาะ คือ Law of Assumption



Law of Assumption ต่างจากการมูทั่วไปอย่างไร


หลายคนใช้คำว่า manifestation, Law of Attraction และ Law of Assumption ปนกันจนแยกไม่ออก จริงๆ แล้วสามคำนี้เป็นชั้นซ้อนกัน


manifestation คือคำร่มใหญ่ หมายถึงความเชื่อว่าความคิดหรือความรู้สึกภายในกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกได้ ถัดลงมาคือ Law of Attraction แบบที่โด่งดังจากหนังสือและภาพยนตร์ The Secret ซึ่งวางอยู่บนหลัก "สิ่งที่คล้ายกันดึงดูดกัน" เน้นการส่งพลังงานบวกออกไปเพื่อให้จักรวาลส่งสิ่งที่ต้องการกลับมา


ส่วน Law of Assumption ที่หนังหยิบมาเป็นชื่อเรื่อง มาจากคำสอนของ Neville Goddard นักคิดสายจิตวิญญาณชาวอเมริกันยุคทศวรรษ 1940 แนวคิดนี้เข้มข้นกว่าเดิมอีกขั้น เพราะไม่ได้แค่ให้ "คิดบวกแล้วรอดึงดูด" แต่ให้ "ใช้ชีวิตราวกับสิ่งที่ต้องการเป็นจริงไปแล้ว" โดยไม่สนใจหลักฐานตรงหน้าที่ขัดแย้ง ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากได้งาน ก็ต้องรู้สึกและวางตัวเสมือนได้งานนั้นแล้ว ไม่ใช่แค่หวังว่าจะได้


สิ่งที่น่าสนใจคือ การเลื่อนจาก Law of Attraction ไปสู่ Law of Assumption ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ งานวิจัยในวารสาร International Journal of Communication ปี 2025 ที่ศึกษาคอนเทนต์สาย manifestation บน TikTok พบว่า ผู้สร้างคอนเทนต์จำนวนมากกำลังพยายามพาผู้ติดตามออกจากแนวคิดแบบ Law of Attraction ไปสู่ Law of Assumption อย่างจงใจ ซึ่งเป็นกรอบความเชื่อที่ปิดช่องโหว่เรื่อง 'ทำไมยังไม่ได้ผล' ได้แน่นกว่าเดิม


เมื่ออัลกอริทึมกลายเป็นจักรวาล


จุดที่แหลมคมที่สุดของหนัง คือการที่บทพูดเกือบทั้งเรื่องไม่ได้ถูกเขียนขึ้นใหม่ หากแต่ประกอบขึ้นจากคำพูดจากอินฟลูเอนเซอร์สายปลุกพลังและสายแมนิเฟสต์ทั้งหลาย ที่นำมาตัดต่อเรียงร้อยต่อกันเป็นคอลลาจ ผลลัพธ์คือหนังที่ฟังดูเหมือนหน้าฟีดของคนที่เลื่อนดูคลิปแนวนี้มานานจนเสียงเหล่านั้นกลมกลืนเป็นเสียงในหัวของตัวเอง และสะท้อนความจริงที่ว่า ความเชื่อของคนรุ่นนี้ถูกส่งผ่านหน้าจอ มากกว่าจากคนตรงหน้า


งานวิจัยชิ้นเดียวกันบันทึกพฤติกรรมที่ชวนคิด ในชุมชน manifestation บน TikTok มีการ "ท่องคาถาดิจิทัล" ด้วยการกดโต้ตอบกับคลิปซ้ำๆ เพื่อ "เคลม" สิ่งที่อยากได้ แฮชแท็กอย่าง #interact3xtoclaim ที่ชวนให้คนกดโต้ตอบสามครั้งเพื่อยืนยันความปรารถนา มียอดชมรวมกว่า 138.8 ล้านครั้ง ผู้ใช้บางคนถึงกับเปรียบว่า การแมนิเฟสต์ก็เหมือนหน้าฟีด For You ของ TikTok และมองว่าแพลตฟอร์มคือ "บทสนทนายาวๆ กับจักรวาล" ที่คอยส่งสัญญาณตอบกลับ


Em ในหนังจึงไม่ต่างจากวัยรุ่นจำนวนมากที่หาความหมายและที่พึ่งจากคลิปของคนแปลกหน้า มากกว่าจากความสัมพันธ์จริงรอบตัว



นักจิตวิทยามองการ "มู" อย่างไร


หนังไม่ได้เชิดชูหรือประณาม Law of Assumption ตรงๆ แต่เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถาม ซึ่งฝั่งวิชาการก็เริ่มมีคำตอบแล้ว

งานวิจัยของ Dixon, Hornsey และ Hartley ตีพิมพ์ในวารสาร Personality and Social Psychology Bulletin ปี 2023 สรุปว่า ความเชื่อเรื่อง manifestation เป็นรูปแบบเฉพาะของสิ่งที่เรียกว่า "การคิดเชิงเวทมนตร์" (magical thinking) ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อเรื่องกรรมและการที่ความคิดกับการกระทำนั้นถูกหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน พูดง่ายๆ คือ นักจิตวิทยายืนยันว่า การมูไม่ใช่แค่การคิดบวกทั่วไป แต่เป็นความเชื่อคนละชุดที่วัดได้จริง


คำวิจารณ์ที่หนักแน่นกว่านั้น มาจากมุมที่นักจิตวิทยาหลายคนชี้ว่า วัฒนธรรม manifestation มีด้านที่นำไปสู่การโทษเหยื่อ ที่เงินไม่เข้าบัญชี ก็เพราะคุณแมนิเฟสต์ไม่หนักพอ ที่ความรักไม่สมหวัง ก็เพราะความเชื่อด้านลบของคุณเองที่ขวางไว้ ตรรกะแบบนี้ผลักภาระความล้มเหลวทั้งหมดกลับไปที่ตัวบุคคล โดยมองข้ามปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม นี่คือเส้นบางๆ ที่หนังพยายามชี้ให้เห็นระหว่าง "ความเชื่อมั่นที่ช่วยให้ลงมือทำ" กับ "ความหลงผิดที่ทำให้หยุดเผชิญความจริง"


หนังดึงประเด็นนี้มาขยี้อย่างหนักหน่วงในฉากสุดท้าย เมื่อ Tammy หันมาบอก Em ที่กำลังจะตายว่า เขาคือคนที่ "ออกนอกเส้นทางเอง" เพราะ "อยากได้มากเกินไป ขาดใจเกินไป" กระทั่งความตายก็ยังถูกอธิบายว่าเป็นความผิดพลาดในการแมนิเฟสต์ของเจ้าตัว ไม่ใช่ผลจากการกระโดดลงแม่น้ำที่ว่ายข้ามไม่ไหว นี่คือภาพสะท้อนตรรกะโทษเหยื่อ (victim-blaming) ที่คมชัดที่สุดของเรื่อง


ทำไมเรื่องนี้ถึงใกล้ตัวคนไทยกว่าที่คิด


ถึงตรงนี้อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องของฝรั่ง แต่ข้อมูลฝั่งไทยกลับชี้ว่า Em คือภาพสะท้อนของคนรุ่นเดียวกันในบ้านเราอย่างน่าตกใจ

ผลสำรวจ "มูเตลู ผู้บริโภคไทยกับธุรกิจแห่งศรัทธา" ของวิจัยกรุงศรี ที่เก็บข้อมูลช่วงกันยายนถึงตุลาคม 2567 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,213 คน พบว่า Gen Z คือกลุ่มที่ดูดวงบ่อยที่สุด โดยมีโอกาสดูดวงอย่างน้อยทุกสามเดือนมากกว่ากลุ่มวัยอื่นถึง 2.6 เท่า และเป้าหมายหลักในการมูของ Gen Z ไม่ใช่เรื่องความรักหรือสุขภาพ แต่เป็นเรื่องหน้าที่การงานและการเรียนสูงถึง 44.2 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้สะท้อนความกดดันเรื่องอนาคตของคนรุ่นนี้โดยตรง


ที่ใกล้เคียงกับหนังที่สุดคือ เมื่อถามว่าสนใจให้ AI มาช่วยดูดวงไหม Gen Z เป็นกลุ่มที่ "ตื่นเต้นอยากลองทันที" มากที่สุดที่ 28.4 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้ ภาพโค้ช AI ในวินาทีสุดท้ายของ Em จึงไม่ใช่จินตนาการไกลตัวแต่อย่างใด และกลับเป็นคือสิ่งที่คนรุ่นนี้พร้อมเปิดรับอยู่แล้ว


ผลสำรวจยังพบด้วยว่า เมื่อประสบปัญหาการเงิน เช่น หมุนเงินไม่ทัน ลงทุนขาดทุน หรือโดนโกง ราวครึ่งหนึ่งของผู้ตอบเคยหันไปพึ่งการมูเตลู (ว่าจะได้คืนหรือทำเงินคืนได้ไหม) โดยกลุ่ม Gen Z ทำเช่นนี้ถึง 53.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงกับสิ่งที่หนังตั้งคำถาม ว่าเมื่อไหร่ที่การมูกลายเป็นที่พึ่งทางใจแทนการแก้ปัญหาที่ต้นตอจริงๆ



ความเหงาที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อ


สิ่งที่ทำให้ Em เป็นตัวละครที่น่าเห็นใจ ไม่ใช่ความเชื่อของเขา แต่คือความโดดเดี่ยวที่ผลักให้เขาไปหาความเชื่อนั้น และจุดนี้เองที่คนไทยรุ่นเดียวกันน่าจะเข้าใจได้ดี


สิ่งที่ Em ต้องการลึกๆ จริงๆ หาใช่เงิน รถ หรืองาน แต่คือการมีใครสักคน เขาพยายามใช้ Law of Assumption เพื่อ "แมนิเฟสต์คนคนหนึ่ง" ที่วงการนี้เรียกว่า “SP” หรือ “Specific Person” คือการเจาะจงดึงดูดคนที่หมายปองให้เดินเข้ามาในชีวิต ซึ่งเป็นแนวคิดที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะตรงกับกระแส "มูความรัก" และการขอให้คนที่ชอบเดินเข้ามาหา คลิปว่ายน้ำข้ามแม่น้ำที่ Em ตั้งใจอัดลง YouTube ก็เพียงเพื่อหวังว่าคนคนนั้นจะตอบสนองกลับมา ความเหงาในที่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงฉากหลัง แต่ทำหน้าที่ในฐานะเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนความเชื่อทั้งหมดของเขา


รายงานภาวะสังคมไทยของสภาพัฒน์ ที่เผยแพร่ต้นปี 2568 ระบุว่า Gen Z ไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 12 ชั่วโมง 8 นาที สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกกลุ่มวัยที่ 11 ชั่วโมง 25 นาที และในจำนวนนี้กว่า 53 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าโซเชียลมีเดียกระทบต่อสุขภาพจิตของตัวเอง ขณะที่ 58 เปอร์เซ็นต์ รู้สึกกดดันจากการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น


สอดคล้องกับงานวิจัยของบริษัท Mintel ที่เคยพบว่า ผู้บริโภคไทยราว 8 ใน 10 คนประสบปัญหาสุขภาพจิต โดย Gen Z เป็นกลุ่มวัยที่รู้สึกโดดเดี่ยวที่สุด เมื่อความเหงาระดับนี้บวกกับหน้าจอที่เปิดตลอดเวลา การมีเสียงหนึ่งคอยบอกว่า "จักรวาลกำลังจัดการทุกอย่างให้คุณอยู่ ขอแค่จงเชื่อมั่นเข้าไว้" ย่อมเป็นที่พึ่งที่ปฏิเสธได้ยาก


คำถามที่หนังทิ้งไว้


ความแยบคายของ Em Assumes Death คือหนังไม่ได้บอกว่าการมูเป็นสิ่งที่ผิดหรือถูก หนังไม่ได้ต่อต้านความเชื่อ แต่ชวนให้มองว่า ความเชื่อนั้นกำลังทำหน้าที่อะไรในชีวิตเรากันแน่ มันคือเชื้อไฟที่ทำให้เราลุกขึ้นลงมือทำจนสำเร็จ หรือเป็นหมอนดูดลึกที่ทำให้เราหลับตาต่อความจริงที่ต้องเผชิญ


สำหรับคนรุ่นที่โตมากับหน้าฟีดซึ่งคอยกระซิบว่าทุกอย่างเป็นไปได้ถ้าเชื่อมากพอ คำถามที่ Em เผชิญในวินาทีสุดท้ายของชีวิต ก็อาจเป็นคำถามเดียวกับที่เราควรถามตัวเองบ้าง ว่าในวันที่เรา “เคลม” สิ่งที่อยากได้ เรากำลัง "เชื่อมั่น" หรือกำลัง "หนี" อยู่กันแน่



ร่วมเปิดมุมมองต่อการแมนิเฟสต์ได้ใน สารคดี Em Assumes Death รับชมได้แล้ววันนี้ทาง VIPA

▶️ https://vipa.me/th/contents/16199/em-assumes-death



แหล่งอ้างอิง

  • Dixon, L. J., Hornsey, M. J., & Hartley, N. (2023). "The Secret" to Success? The Psychology of Belief in Manifestation. Personality and Social Psychology Bulletin
  • Reinis, S. (2025). "TikTok Is One Long Conversation With the Universe": How Platform Affordances Shape Emerging Spirituality Across TikTok Manifestation Content. International Journal of Communication
  • วิจัยกรุงศรี (Krungsri Research). (2567). มูเตลู: ผู้บริโภคไทยกับธุรกิจแห่งศรัทธา (ผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,213 คน ช่วงกันยายนถึงตุลาคม 2567).
  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์). (2568). รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 4/2567.
  • Mintel. (2565). งานวิจัยผู้บริโภคไทยด้านสุขภาพจิตและความโดดเดี่ยว.
  • Neville Goddard และแนวคิด Law of Assumption (ข้อมูลพื้นฐานเชิงประวัติ).
เกี่ยวกับผู้เขียน
กฤษฏิ์ เอื้ออุดมเจริญชัย

คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
em assumes death
มู
มูเตลู
manifestation
สายมู
ไหว้พระ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์
โค้ช
ความเชื่อ
ดวง
ดูดวง
สังคม
วัยรุ่น
gen z