อ่านแล้ว 0
ลองนึกภาพตาม
คุณเป็นชาวนาวัยห้าสิบในหนองบัวลำภู เรียนจบ ป.6 ไม่เคยขึ้นเครื่องบิน มีหนี้ ธ.ก.ส. ค้างอยู่ก้อนหนึ่งที่มองไม่เห็นทางปิด แล้ววันหนึ่งก็มีคนมาบอกว่า ถ้าไปเก็บเบอร์รีที่ฟินแลนด์สักสามเดือน จะได้เงินกลับมาเป็นแสน
สวีเดน ฟินแลนด์ ไม่ใช่ที่ไหนเลวร้าย เป็นประเทศนอร์ดิก ประเทศโลกที่หนึ่ง เป็นดินแดนที่ใครๆ ก็บอกว่าเข้มงวดเรื่องสิทธิมนุษยชนจะเป็นจะตาย แล้วจะมีอะไรให้ต้องกลัว
นี่คือจุดตั้งต้นของเรื่องที่ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ใช้เวลากว่า 3 ปีตามเก็บ จนกลายมาเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Blood Berries หมากไม้ และเป็นบทสนทนาใน Master’s Cut คุยนอกบท EP. นี้
โกวิทเล่าว่าปัญหาแรงงานเก็บเบอร์รีมีมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่มันยังคงเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทยอยู่ดี เพราะมันเกิดขึ้นในที่ที่ไม่มีใครคาดคิด
“เวลาที่ชาวบ้านไปบอกว่าไปทำงานเก็บเบอร์รีป่าที่ฟินแลนด์ คุณจินตนาการยังไง” เขาชวนตั้งคำถาม “ไปฟินแลนด์กับไปอิสราเอล คุณคิดว่าภาพคนละอย่างใช่ไหม”
ภาพลักษณ์ของประเทศปลายทางนั่นเองที่กลายเป็นเกราะกำบังชั้นดีให้กับปัญหา เพราะเมื่อเราเชื่อไปแล้วว่าที่นั่นคือดินแดนศิวิไลซ์ เราก็จดจำมันแบบนั้น และไม่คิดว่าจะมีอะไรผิดปกติซ่อนอยู่ ปัญหาจึงสะสมเรื้อรังมายาวนานโดยไม่มีใครสะดุดใจ
ในแวดวงสื่อสารมวลชนก็เช่นกัน โกวิทยอมรับตรงไปตรงมาว่าเข้าใจได้ ที่สื่อกระแสหลักไม่หยิบเรื่องนี้มาเล่า เพราะถ้าให้เรียงลำดับปัญหาในสังคมสักร้อยเรื่อง เรื่องเบอร์รีอาจไม่ติดอยู่ในนั้นเลยด้วยซ้ำ มันเล็กเกินกว่าจะแย่งพื้นที่ข่าวกับดราม่าการเมืองหรือประเด็นที่เรียก engagement ได้มากกว่า
แต่สำหรับคนที่ออฟฟิศตั้งอยู่ที่ขอนแก่น เรื่องนี้ไม่เล็ก
โกวิทบอกว่านิยามของ “สื่อท้องถิ่น” แบบเดิมนั้นทลายไปแล้วตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ต The Isaan Record ทำประเด็นแบบ Local to Global มาตลอด เป็นเว็บไซต์สองภาษาที่ตามเรื่องแรงงานข้ามชาติมาหลายปี ความเป็นคนพื้นที่จึงไม่ได้แปลว่าเล่าได้แค่เรื่องแคบๆ
สิ่งที่ความใกล้มอบให้ คือเวลา ถ้าอยู่กรุงเทพ คุณวิ่งรอกไปนอนเฝ้าแหล่งข่าวที่หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น สลับกันไปมาตลอดสามปีไม่ได้ ทว่าสิ่งที่ลึกกว่านั้นคือความผูกพัน
“พวกเขามีใบหน้าเหมือนกับเรา” โกวิทว่า คนพูดภาษาเดียวกัน กินอาหารคล้ายกัน บ้านอยู่ใกล้กัน เขาเล่าย้อนว่าพี่ชายของเขาเองก็เคยไปทำงานไต้หวัน พ่อเคยไปทำงานที่สิงคโปร์ เพื่อนหลายคนไปเกาหลี ไปอิสราเอล คนเหล่านั้นล้วนเป็นญาติพี่น้องพวกพ้อง เมื่อเรารู้สึกอินกับมัน การตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำประเด็นแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องยาก
นี่คือเหตุผลที่ทำไมเรื่องเบอร์รีถึงต้องจบที่คนอีสานเป็นคนเล่า
ก่อนจะเป็นหนัง เรื่องนี้เคยเป็นสารคดีเชิงข่าวชื่อ เจนปรียา จำปีหอม ในความขื่นขมของเบอร์รี ที่ทำให้ The Isaan Record ได้รางวัลอิศรา อมันตกุล ของสมาคมนักข่าว งานชิ้นนั้นเป็นตัวเปิดที่ทำให้เข้าใจปัญหาทั้งระบบ ก่อนจะขยับขยายไปเจอตัวละครอื่นๆ จนกลายเป็นภาพยนตร์
คำถามคือ เมื่อตัวหนังสือทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว ทำไมต้องทำเป็นหนัง
โกวิทอธิบายว่าทั้งสองอย่างให้ในสิ่งที่อีกอย่างให้ไม่ได้ ตัวหนังสือให้รายละเอียด สารคดีเชิงข่าวสิบห้าหน้าให้ข้อมูลได้มากกว่าหนังหนึ่งชั่วโมงครึ่งเสียอีก แต่สิ่งที่ตัวหนังสือให้ไม่ได้คืออารมณ์
“หนังมันมีน้ำเสียง มันมีแววตา มันมีจังหวะทอดหายใจ” เขาบอก เวลาเขียนหนังสือ เราทำได้แค่บรรยายว่าเขายิ้ม เขาหัวเราะ เขามองด้วยความสิ้นหวัง แต่คนอ่านจะอินหรือไม่นั้นสุดจะคาดเดา ในขณะที่หนังพาคนดูไปเห็นสภาวะจุกอกที่พูดไม่ออกได้ด้วยตาตัวเอง
คนที่มองผ่านๆ มักตัดสินว่าชาวบ้านโลภเอง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์เอง แต่โกวิทชวนให้มองใหม่
กระบวนการนี้แนบเนียนกว่านั้นมาก มันไม่ได้เริ่มจากคนแปลกหน้ามาชวน แต่เริ่มจากภาพในโซเชียลมีเดียที่เพื่อนบ้านแชร์ว่าไปเก็บเบอร์รีแล้วสนุก มีรายได้ พอค้นในกูเกิลก็ไม่เจอด้านมืด จากนั้นจึงเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่าเวิร์กชอปก่อนบิน มีบริษัทนายหน้ามาเล่าให้ฟังว่าจะต้องเจออะไร จะได้เงินเท่าไหร่
ถ้ามีแค่นายหน้า เราอาจยังพอโทษได้ว่าชาวบ้านหูเบา แต่ประเด็นสำคัญที่โกวิทชี้ให้เห็นคือ ในเวิร์กช็อปนั้นมีโต๊ะของกระทรวงแรงงานตั้งอยู่ด้วย
มีเอกสารราชการค้ำประกันว่าถ้าไปแล้วไม่ได้ค่าแรงอย่างที่ควรจะเป็น จะมีเงินการันตีคืนให้คนละสามหมื่น สถานที่จัดก็เป็นมหาวิทยาลัยที่กว้างขวางใหญ่โต มีคนเป็นพันมารวมกัน โต๊ะนายหน้า โต๊ะกระทรวงแรงงาน ทุกอย่างครบพร้อมจนน่าเชื่อได้ว่าการไปครั้งนี้มีความหวังจริงๆ
“คุณก็อาจจะไปเองก็ได้ ถ้ามีกระบวนการขนาดนี้” โกวิทพูดกลางวงสนทนา คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่ว่าชาวบ้านโง่หรือเปล่า แต่คือ ทำไมคนที่มาตั้งโต๊ะรับรองเหล่านั้นถึงปล่อยให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้น และพวกเขารับผิดชอบอย่างที่พูดไว้จริงไหม
รู้ทั้งรู้ว่าเสี่ยง ทำไมคนถึงยังไป?
โกวิทบอกว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเบอร์รี แต่อยู่ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศนี้ เรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว รายได้ที่ต่ำเตี้ย และการเข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน การได้ไปทำงานต่างประเทศจึงเกือบจะเหมือนการถูกหวย มันคือความหวังเดียวที่จะปิดหนี้ก้อนที่มองไม่เห็นทางออก
เขายกภาพที่สะเทือนใจที่สุดภาพหนึ่ง คนอีสานที่ไปทำงานในเขตสงคราม ถ่ายคลิปเสียงระเบิดบินข้ามหัวไปมาพร้อมพูดติดตลกว่า “มาอีกแล้วครับ มาอีกแล้ว”
“ระเบิดที่เกิดขึ้นตรงหน้า ไม่สำคัญเท่าหนี้ที่อยู่ข้างหลัง”
โกวิทสรุป และตราบใดที่ยังไม่แก้เรื่องหนี้ครัวเรือน เรื่องรายได้ เรื่องค่าครองชีพ ต่อให้ปิดตำนานเบอร์รีได้ เดี๋ยวก็มีผลผลิตตัวใหม่มาแทนที่ เปลี่ยนแค่ว่าจะไปเก็บอะไร แต่โครงสร้างที่ผลักคนออกจากบ้านยังเหมือนเดิม
โกวิทเชื่อมโยงปัญหาแรงงานเข้ากับความอ่อนแอของขบวนการแรงงานไทยได้อย่างน่าสนใจ เขาเล่าว่าเพื่อนชาวเยอรมันถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อรู้ว่าประเทศไทยมีกำลังแรงงานเกือบสี่สิบล้านคน แต่มีสมาชิกสหภาพแรงงานเพียงสี่แสนคน หรือแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ด้วยตัวเลขแบบนี้ จะเอาแรงไปคานงัดต่อรองกับใครได้
รากของปัญหาอยู่ที่วิธีมองคำว่า “แรงงาน” ที่แคบเกินไป ในต่างประเทศ คนขับรถไฟ คนทำงานบนตึกสูง คนงานในสายพานการผลิต ล้วนเป็นสมาชิกสหภาพในความหมายที่ว่าทุกคนคือแรงงาน แต่ในไทย แม้แต่สื่อมวลชนเองก็ยังไม่คิดว่าตัวเองเป็นแรงงาน จนกระทั่งวันที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแล้วต้องเดินขึ้นศาลแรงงานนั่นแหละ ถึงจะเข้าใจ
ที่สำคัญ โกวิทมองว่าความอ่อนแอนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกทำให้อ่อนแอ เมื่อขบวนการถูกแยกย่อยจนต่างคนต่างอยู่ สุดท้ายวันแรงงานที่ควรมีความหมาย ก็เหลือเพียงวันหยุดวันหนึ่ง
“ไม่ต้อง Marxist ก็ได้ แต่มีความเห็นอกเห็นใจให้กันหน่อย หรือเป็นพุทธหน่อยก็ได้ คุณเข้าวัดเข้าวา เห็นอกเห็นใจพระมากเลย แต่คุณไม่เห็นใจชาวบ้าน”
หนึ่งในบทสรุปที่ทรงพลังที่สุดของสารคดี คือความจริงสองด้านที่วางเทียบกันแล้วน่ากระอักกระอ่วน
ศาลฟินแลนด์ตัดสินจำคุก CEO ของบริษัท Kiantama สามปีครึ่ง และนายหน้าไทยอีกสามปี ในความผิดฐานค้ามนุษย์ แต่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้มีอำนาจในไทยที่ถูก DSI ตั้งข้อหาในเรื่องเดียวกัน กลับได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงในโครงสร้างรัฐ
“ความจริงบางอย่างมันจริงจนน่ากระอักกระอ่วน” โกวิทว่า มันจริงจนไม่รู้จะพูดว่าอย่างไรอีก เห็นกันอยู่ต่อหน้าต่อตาว่ามีคนเดือดร้อนกันขนาดนี้ แต่ก็ยังมีคนได้ดิบได้ดีกันไปเฉยๆ
สิ่งที่เจ็บปวดกว่าคือ ฝั่งฟินแลนด์ตัดสินไปแล้วว่าคดีนี้คือการค้ามนุษย์ ขณะที่ฝั่งไทยยังสับสนอยู่เลยว่าการค้ามนุษย์คืออะไร ทั้งที่โลกนี้ควรถือปฏิญญาสากลฉบับเดียวกัน
ราคาของการทำงานแบบนี้ไม่ได้จบอยู่แค่ในกล้อง เพราะโกวิทเองก็ถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายหนึ่งล้านบาท ในลักษณะการฟ้องปิดปาก หรือที่เรียกว่า SLAPP
ที่น่าสนใจคือมีข้อเสนอมาว่า ถ้าเขายอมขอโทษ คดีอาจถูกถอนฟ้อง แต่เขาปฏิเสธ
“จริงๆ ผมไม่ได้ตัดสินใจเลย” โกวิทบอก “มันไม่ได้เป็นชอยส์ตั้งแต่แรก” เพราะการขอโทษหมายความว่าเขาต้องเคยลังเลว่าจะขอโทษดีไหม ซึ่งเขาไม่เคยมีความคิดแบบนั้นอยู่ในหัวเลย
เขาอธิบายกลไกของการฟ้องปิดปากผ่านเกมโป๊กเกอร์ คนที่ฟ้อง SLAPP เลือกใช้วิธีนี้เพราะต่อให้แพ้ก็ไม่เสียอะไร สิ่งที่เขาขอมีแค่คำขอโทษกับป้ายประกาศ มันคือการใช้พลังของเงินในหน้าตักมากดดัน คนที่ถือไพ่เหนือกว่าแต่หน้าตักน้อยจึงมักเลือกหมอบ เพราะกลัวเจ็บตัวหนักกว่าเดิม
แต่โกวิทเลือกอีกทาง
“ถ้าเรา All In ซะ มันก็จะได้รู้ว่าใครจะชนะจะแพ้”
เขาบอกว่าการ All In ในความหมายของโป๊กเกอร์ คือการสู้สุดตัว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะถือไพ่หรือมีหน้าตักเท่าไหร่ก็ตาม ในเมื่อโจทก์เลือกเอาเรื่องขึ้นสู่ศาลเอง เขาก็ขอถือโอกาสนี้เปิดหน้าตักเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปเลยดีกว่า
และปัจจุบัน ศาลมีคำตัดสินยกฟ้องคดีนี้แล้ว
โกวิทมองว่าปัญหาการฟ้องปิดปากไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเขา แต่คือปัญหาเชิงโครงสร้าง เขาเล่าถึงชาวบ้านวัย 80 - 90 ที่มือสั่นจับไมค์ด้วยความกลัว เพียงเพราะไปร้องเรียนเรื่องโรงงานปล่อยกลิ่นเหม็น แล้วได้หมายศาลมาก่อนตาย ถ้าไม่แก้กฎหมาย Anti-SLAPP ทุกคนจะถูกฟ้องได้หมด เพียงเพราะกล้าตั้งคำถาม
และปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ในไทย เขายกกรณีนักข่าวที่เปิดโปงคดีปานามาเปเปอร์สที่มอลตาแล้วถูกลอบสังหาร ไปจนถึงนักข่าวที่ถูกยิงตายในสนามรบทั่วโลก
“เสรีภาพคือคัมภีร์เดียวกัน” เขาบอก ไม่ว่าคุณจะอยู่ในเขตแดนใด และเสรีภาพนั้นไม่ได้มีไว้ให้นักข่าวรู้สึกฟินกับการทำข่าว แต่มีไว้เพื่อให้สังคมได้รับคำตอบและการแก้ไขที่ถูกต้อง เขาเปรียบว่าถ้าสื่อสาธารณะไม่ยอมทำเรื่องมลพิษเพราะกลัวถูกฟ้อง ไม่ยอมทำเรื่องยากๆ เพราะมันเซฟกว่า แล้วจะมีสื่อไว้ทำไม ในเมื่อแม้แต่ทางเท้ายังมีประโยชน์ให้คนเดิน
เมื่อถามถึงนิยามความสำเร็จของงานข่าวสืบสวน โกวิทหยิบคติของคนทำงานกฎหมายมาใช้ นั่นคือ ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม
เขาเล่าว่าชาวบ้านร้องเรียนไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ยื่นเอกสารทั้งกระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม สถานทูตสามประเทศ ไปจนถึง ILO และ DSI แต่ทุกอย่างล่าช้าไปหมด ยกเว้นอย่างเดียว นั่นคือดอกเบี้ย
และดอกเบี้ยในความหมายของโกวิท ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี
มันคือการที่พ่อแม่ต้องพลัดพรากจากลูกเพื่อไปหาเงินมากลบหนี้ คือเด็กที่เติบโตมาโดยไม่เห็นหน้าพ่อแม่ คือครอบครัวที่สูญเสียบ้านจนต้องไปขับแท็กซี่ในกรุงเทพ ความสูญเสียเหล่านี้เรียกคืนไม่ได้ และวันที่คำพิพากษามาถึงในอีกห้าปีสิบปีข้างหน้า ก็ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ความล่าช้าเช่นนี้ จึงเรียกเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากความอยุติธรรม
โกวิทถ่อมตัวว่างานโปรดักชันของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่วิลิศมาหรา ไม่ได้จัดแสงสวยงามหรือเรียบเรียงเสียงชั้นเลิศ เพราะเบื้องหลัง The Isaan Record คือทีมที่ทำงานเขียนมาก่อน มีคนถ่ายภาพเป็นแค่ไม่กี่คน
“ความธรรมดาของมันอาจจะเป็นเสน่ห์ด้วยซ้ำ” เขาว่า เพราะมันทำให้คนดูไม่ต้องไปสนใจว่าภาพสวยหรือไม่ แต่ฟังเสียงของแรงงานเป็นหลัก
สิ่งที่เขาคาดหวังจากหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนโลกในทันที แต่คือการทำให้สังคมมีความทรงจำร่วมกันว่า เคยมีเรื่องเบอร์รีเกิดขึ้น และเมื่อเรารับรู้ร่วมกันมากพอ คนที่มีอำนาจแก้ไขแต่เลือกที่จะเงียบ อาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรบ้าง
“เราทำงานที่ธรรมดาที่สุดด้วยซ้ำ” โกวิททิ้งท้าย “แต่ความไม่ธรรมดาของเรื่องต่างหาก ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่”
บางทีหน้าที่ของสื่ออาจไม่ใช่การเปลี่ยนโลกในพริบตา แต่คือการยืนยันว่าโลกจะไม่มีวันลืมว่าเคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้น
ติดตามรับชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Blood Berries หมากไม้ ได้ทาง VIPA
▶️ https://vipa.me/th/contents/16062/blood-berries
คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)