การปฏิวัติเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้หญิงไปไหนมาไหนเองได้

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

Cutting Through Rocks: เมื่อการปฏิวัติของผู้หญิงเริ่มต้นจากการได้ไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง


มอเตอร์ไซค์หลายคันขับแล่นออกจากหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทอิหร่าน


เด็กผู้หญิงกลุ่มหนึ่งต้องเอาผ้าปิดหน้าก่อนขับผ่านสี่แยก "ปิดหน้าไว้ เข้าหมู่บ้านจะได้ปลอดภัย" หญิงผู้นำขบวนเอ่ยเตือน ทว่าเพียงไม่กี่นาทีต่อมา รถของผู้ชายกลุ่มหนึ่งก็ขับไล่ตามมา หนึ่งในเด็กผู้หญิงถูกลุงของตัวเองดุด่า ตบหน้ากลางถนน เพียงเพราะเธอกล้าจับแฮนด์รถออกมาสูดอากาศนอกบ้าน


ภายหลังเหตุการณ์ มีประโยคหนึ่งที่ผู้ชายในหมู่บ้านพูดต่อๆ กันมา และสรุปมุมมองของทุกอย่างไว้อย่างเจ็บแสบ


"ให้รองเท้าผู้หญิง แต่อย่าให้ทางเดิน"


ฉากนี้มาจาก Cutting Through Rocks ภาพยนตร์สารคดีที่คว้ารางวัล World Cinema Documentary Grand Jury Prize จากเทศกาล Sundance ปี 2025 และส่งให้อิหร่านได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมเป็นครั้งแรกในงานครั้งที่ 98 ผลงานของผู้กำกับ Sara Khaki และ Mohammadreza Eyni ที่ใช้เวลาเฝ้าถ่ายทำชีวิตของหญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านชนบทอิหร่านยาวนานถึง 8 ปีนาม Sara Shahverdi อดีตหมอตำแยผู้ขี่มอเตอร์ไซค์เอง และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาในหมู่บ้านของเธอ


แต่หัวใจของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง หากอยู่ที่ "ล้อ" สองวงที่พาเธอออกจากบ้านได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร



การเคลื่อนที่ไม่เคยเป็นเรื่องส่วนตัว มันคือเรื่องการเมือง


ในสารคดี มอเตอร์ไซค์ของซาร่าไม่ได้มีศักดิ์เป็นเพียงยานพาหนะ ทว่าคือเครื่องมือที่ทำให้เธอ "เคลื่อนที่ได้" โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อ พี่ชาย หรือสามี ต่างจากผู้หญิงชาวอิหร่านคนอื่นๆ ที่ต้องอาศัย “การพาไป” และคำอนุญาตจากผู้ชายในบ้านเสียก่อน


ซาร่าเล่าว่า ด้วยความที่พ่อของเธออยากได้ลูกชายมาก แต่กลับได้ลูกสาว พ่อก็เลยเลี้ยงเธอมาเหมือนเลี้ยงเด็กผู้ชาย หนึ่งในนั้นคือการสอนให้เธอขี่มอเตอร์ไซค์ตั้งแต่เด็ก พาเธอไปในที่ที่อนุญาตให้เฉพาะผู้ชายเข้า และให้เธอเลือกเสื้อผ้าเอง สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเอง "เป็นอิสระมากๆ" ก่อนจะเข้าใจในภายหลังว่า อิสรภาพเช่นนั้นเป็นของหายากเพียงใดสำหรับผู้หญิงคนอื่นรอบตัวเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมอิหร่าน


นี่เอง คือสิ่งที่งานวิจัยด้านเพศสภาพและการเดินทางพยายามอธิบายมาหลายทศวรรษ กล่าวคือ เมื่อสังคมจำกัดว่าผู้หญิงจะไปที่ไหนได้บ้าง สิ่งที่ถูกจำกัดไปพร้อมกันโดยปริยาย คือการเข้าถึงงาน การศึกษา การรักษาพยาบาล และเครือข่ายผู้คน การควบคุมการเคลื่อนที่ของผู้หญิงจึงเท่ากับการควบคุมขอบเขตของชีวิตเธอทั้งปวงตามไปด้วย ล้อที่หมุนได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นมากกว่าการเดินทาง


นี่คืออำนาจต่อรอง



หลักฐานจากทั่วโลก เมื่อ "ล้อ" เปลี่ยนชีวิตผู้หญิงจริง


ช่องว่างระหว่างเพศบนท้องถนนยังกว้างกว่าที่หลายคนคิด สัดส่วนผู้ขับขี่หญิงในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่เพียง 18% ในปี 2019 แม้จะขยับขึ้นจาก 13% ก็ตาม (World Economic Forum, 2023) ส่วนในอินเดีย ผู้หญิงถือใบขับขี่เพียง 28.5% และแอฟริกาใต้ 34% (Zipdo, 2026)


ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือซาอุดีอาระเบีย ประเทศสุดท้ายในโลกที่เคยห้ามผู้หญิงขับรถ เมื่อกฎหมายห้ามถูกยกเลิกในปี 2018 อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของผู้หญิงเพิ่มขึ้นจาก 16.6% เป็น 33.2% และเฉพาะปี 2018 ปีเดียว มีผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานถึงกว่า 48,000 คน (Arab News, 2022) แน่นอนว่าการขับรถเป็นเพียงหนึ่งในชุดการปฏิรูปของซาอุฯ และเมืองใหญ่อย่างริยาดก็ได้ประโยชน์มากกว่าพื้นที่ชนบทอย่างเห็นได้ชัด (IJFMR, 2025) แต่ผลลัพธ์ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือเมื่อผู้หญิงเคลื่อนที่ได้เอง โลกทั้งใบของเธอก็ขยายตามในทุกๆ มิติ


นักผังเมือง Inés Sánchez de Madariaga เรียกสิ่งที่ระบบขนส่งมักมองข้ามนี้ว่า "mobility of care" หรือการเดินทางเพื่อการดูแล เธอชี้ว่าผู้หญิงเดินทางต่างจากผู้ชาย ด้วยแบกรับภาระงานดูแลครอบครัว ทำให้รูปแบบการเดินทางเป็นแบบต่อหลายทอด ระยะสั้น และกระจายนอกชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ระบบที่ออกแบบมาเพื่อ "ผู้ชายขับรถไปทำงาน" มองไม่เห็น (Sánchez de Madariaga, 2013)



แล้วประเทศไทยล่ะ? เสรีตามกฎหมาย แต่เคลื่อนที่ได้จริงหรือ


หลายคนอาจคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไกลตัว เพราะผู้หญิงไทยขับรถได้อย่างเสรีตามกฎหมาย ไม่มีผู้ปกครองชายมาคอยอนุญาต แต่เมื่อเปิดดูตัวเลขจริง ภาพกลับไม่ได้เท่าเทียมอย่างที่เชื่อกัน


ข้อมูลใบอนุญาตขับรถที่ยังไม่หมดอายุ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 จากกรมการขนส่งทางบกระบุว่า จากใบขับขี่ราว 34.7 ล้านใบ เป็นของผู้ชาย 65.5% และของผู้หญิงเพียง 34.5% หรือคิดเป็นอัตราส่วนชายต่อหญิงเกือบสองต่อหนึ่ง พูดง่ายๆ คือ ผู้หญิงไทยเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่ถือกุญแจสู่การเคลื่อนที่ด้วยตัวเอง (กรมการขนส่งทางบก, 2568)


ยิ่งเจาะลึก ยิ่งเห็นกำแพงเป็นชั้นๆ ในใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล ผู้หญิงมีสัดส่วน 37% แต่พอขยับมาที่ใบขับขี่รถสาธารณะ ซึ่งหมายถึงอาชีพหารายได้บนถนนอย่างแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ สัดส่วนผู้หญิงร่วงลงเหลือเพียง 8.9% และในใบขับขี่เชิงอาชีพตามกฎหมายขนส่งทางบก อย่างคนขับรถบรรทุกและรถโดยสาร ซึ่งเป็นงานที่ค่าตอบแทนสูง ผู้หญิงเข้าถึงเพียง 2.6% เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ลำพังการเป็นฝ่ายบังคับพวงมาลัย ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรองรับความปลอดภัยและสวัสดิภาพในชีวิตให้พวกเธอ


ภาพที่สะเทือนใจที่สุดซ่อนอยู่ในรายละเอียด บนรถโดยสารสาธารณะ บทบาทเดียวที่ผู้หญิงเป็นเสียงข้างมากคือ "ผู้เก็บค่าโดยสาร" หรือกระเป๋ารถเมล์ ที่มีสัดส่วนหญิงถึง 79.5% ขณะที่คนควบคุมกำหนดการเคลื่อนที่ของรถ กลับเป็นผู้ชายถึง 97.4% (กรมการขนส่งทางบก, 2568)


ผู้หญิงขึ้นมาให้บริการได้ แต่กำหนดการให้บริการไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง นี่อาจเป็นกา่ร "ให้รองเท้า แต่อย่าให้ทางเดิน" ฉบับไทยก็เป็นได้



หักภาพจำ ใครกันแน่ที่ขับรถอันตราย


ความเชื่อที่ค้ำยันกำแพงเหล่านี้ไว้ คือภาพจำที่ว่า "ผู้หญิงขับรถแย่" แต่ทว่าสิ่งที่ข้อมูลบ่งชี้กลับเล่าเรื่องที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง


สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนไทยปี 2566 ระบุว่า ผู้ประสบเหตุเป็นเพศชาย 60.39% เพศหญิง 39.61% ส่วนอัตราการเสียชีวิตยิ่งห่าง คือเพศชาย 76.44% เพศหญิง 23.56% และในกลุ่มผู้ขับขี่ขณะมึนเมา ผู้ชายอยู่ที่ 10.2% เทียบกับผู้หญิง 6.4% (Thai RSC, สสส. และสำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2566)


อาจมีผู้แย้งว่าตัวเลขเหล่านี้สูง เพราะผู้ชายขับรถมากกว่าอยู่แล้ว ซึ่งก็จริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อปรับเทียบต่อระยะทางที่ขับ ผลลัพธ์ก็ยังไม่เปลี่ยน ข้อมูลจาก Insurance Institute for Highway Safety พบว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุถึงตายต่อระยะทาง 100 ล้านไมล์ของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงถึง 63% และผู้ชายยังมีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าทั้งการขับเร็ว การไม่คาดเข็มขัด และการเมาแล้วขับ (IIHS, 2017) ภาพจำที่ว่าผู้หญิงขับรถแย่ จึงกลับหัวกลับหางกับความเป็นจริง คนที่ขับจนเกิดเหตุร้ายแรงและเสียชีวิตมากกว่า คือผู้ชาย แม้จะปรับมาตรวัดขึ้นแล้วก็ตาม


ในสารคดี ผู้ชายในหมู่บ้านตั้งคำถามกับซาร่าซ้ำๆ ว่าทำไมเธอต้องขี่มอเตอร์ไซค์? ทำไมต้องออกนอกบ้าน? ไปจนถึงพยายามจะบีบบังคับให้เธอต้องเข้าตรวจว่าเป็นสตรีเพศแน่แท้รึเปล่าเพราะบุคลิกและการครองตนนั้นขัดไปจากอุดมคติครรลอง ราวกับการเคลื่อนที่ของผู้หญิงเป็นเรื่องอันตรายและผิดปกติ ด้วยเหตุนี้ ภาพจำดังกล่าวจึงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฝีมือหรือความชำนาญ จะเป็นก็แต่เครื่องมือควบคุมการเคลื่อนที่ของผู้หญิงรูปแบบหนึ่งก็เท่านั้น



เมื่อกฎหมายไม่ได้ห้าม แต่ความกลัวกักขังแทน


ถ้าผู้หญิงไทยขับขี่ได้ตามกฎหมาย แล้วอะไรคืออาณัติที่กักขังการเคลื่อนที่ของพวกเธอ?

คำตอบไม่ใช่ "กฎหมาย" แต่คือ "ความปลอดภัย"


วินมอเตอร์ไซค์หญิงในกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งเลือกอาชีพนี้เพราะเวลายืดหยุ่น รายได้พอใช้ และความรู้สึกว่าได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง แม้จะมีการประเมินว่าผู้หญิงอาจคิดเป็นราว 30% ของผู้ขับขี่ที่จดทะเบียน แต่ตัวเลขจริงน่าจะต่ำกว่านั้น (AFP, 2018) พวกเธอคือคนกลุ่มน้อยที่ฝ่ากำแพง 8.9% เข้ามาได้


แต่สำหรับผู้หญิงทั่วไปที่เป็นผู้โดยสาร งานวิจัยเล่าเรื่องที่ต่างออกไป Thailand Policy Lab ชี้ว่า การที่ผู้หญิงต้องใช้ขนส่งสาธารณะหลายต่อในช่วงเวลาที่ผู้โดยสารน้อย เพิ่มโอกาสตกเป็นเหยื่อทั้งการคุกคามทางเพศและการโจรกรรม (Thailand Policy Lab, 2022) ขณะที่งานวิจัยเรื่อง "safety work" อธิบายว่าผู้หญิงต้องลงแรงวางแผนเส้นทาง เลือกที่นั่ง เปลี่ยนพฤติกรรม หรือบางครั้งก็เลิกเดินทางไปเลย เพียงเพื่อให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย ภาระเหล่านี้ฟังดูไม่สลักสำคัญและไม่เคยถูกบันทึกไว้เป็นกฎการใช้ระบบขนส่งสาธารณะใด ทว่ากลับจำเป็นยิ่งและกินพลังงานมหาศาล (Ison et al., 2024)


นี่คือ "อาณัติ" ที่ไม่มีเสียง ไม่ได้มีใครตราคำสั่งห้าม แต่สังคมที่ไม่ปลอดภัยเพียงพอทำให้ผู้หญิงต้องกักตัวเอง เมื่อประกอบกับภาระงานดูแลที่ผู้หญิงไทยใช้เวลาไปกับงานบ้านและการดูแลแบบไม่มีค่าจ้างถึง 11% ของเวลา เทียบกับผู้ชายที่ 3.3% (UN Women, 2024) สุดท้ายแล้วเสรีภาพในการเคลื่อนที่ของผู้หญิงไทยจึงถูกบีบด้วยโครงสร้างคนละแบบกับอิหร่าน แต่ก็กดทับจริงไม่ต่างกัน



ไม่ใช่ "รถคนละคัน" แต่คือ "สิทธิ์ที่จะเคลื่อนที่"


ถึงจุดนี้ อาจมีคำถามว่า การสนับสนุนให้ทุกคนมีรถยนต์ส่วนตัว ขัดกับเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือไม่ คำตอบคือข้อเรียกร้องที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการมี "รถคนละคัน" แต่เป็นการมี "สิทธิ์ที่จะเคลื่อนที่ได้เอง"


ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยขนส่งเชิงเพศสภาพชี้ว่า ความต้องการเดินทางของผู้หญิงถูกตอบสนองได้ดีกว่าด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้และปลอดภัยมากกว่าการมีรถส่วนตัว เพราะผู้หญิงมีแนวโน้มใช้ขนส่งสาธารณะมากกว่า เดินทางระยะสั้น เป็นทอด และอยู่นอกชั่วโมงเร่งด่วน ด้วยปัจจัยดังกล่าว จุดยืนเรื่องสิทธิสตรีกับจุดยืนเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้ขัดกัน แต่บรรจบกันที่ "mobility justice" หรือความยุติธรรมในการเคลื่อนที่


ส่วนกรณีของซาร่า (และอาจรวมไปถึงในต่างจังหวัดในไทย) การมีมอเตอร์ไซค์ในชนบทอิหร่านที่ไม่มีระบบขนส่งสาธารณะ คือทางเดินสู่อิสรภาพที่จับต้องได้ที่สุดในบริบทนั้น ประเด็นจึงไม่เคยอยู่ที่ตัวพาหนะ แต่อยู่ที่เสรีภาพในการไปถึงที่ที่ต้องการ ไม่ว่าจะด้วยล้อแบบไหน จำนวนเท่าไรก็ตาม


การต่อสู้ที่ยังไม่จบ


กระนั้นก็ตาม ลำพังการให้เด็กผู้หญิงได้ลิ้มรสอิสรภาพบนหลังมอเตอร์ไซค์ ก็อาจยังไม่ได้มีผลมากพอ ตราบใดที่กำแพงโครงสร้างยังตั้งอยู่


ในหนัง ซาร่าเคยไปพูดที่โรงเรียนหญิงล้วน ชักชวนให้เด็กๆ สัญญาว่าจะไม่แต่งงานตั้งแต่ยังเด็กและจะเรียนต่อ แต่เมื่อครูไล่นับรายชื่อในเวลาต่อมา เด็กผู้หญิงที่เคยให้สัญญากว่า 16 คน กลับเหลือเพียง 5 คนที่ยังไม่แต่งงาน ที่เหลือถูกพาเข้าสู่เรือนหอไปแล้ว


ในอิหร่าน เด็กผู้หญิง 17% แต่งงานก่อนอายุ 18 ปี และ 3% ก่อนอายุ 15 ปี (Girls Not Brides, 2025) โดยมีการแต่งงานของเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีราว 135,000 รายต่อปี คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของการแต่งงานทั้งหมด (Femena, 2025) ที่น่าสะท้อนใจคือ จังหวัดที่มีการแต่งงานเด็กสูงที่สุดแห่งหนึ่งคือจังหวัดซันจาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งตรงกับฉากในหนังที่ได้ยินเสียง "วิทยุซันจาน" ดังอยู่เบื้องหลัง หนังเรื่องนี้จึงถ่ายทำในพื้นที่ที่ปัญหาหนักหน่วงอย่างประจักษ์ชัด


แต่ซาร่าไม่ได้ยอมแพ้ ในช่วงท้าย ท่ามกลางมวลความอิดโรยจากการถูกฟ้องร้องและตั้งคำถามถึงตัวตน เธอเปลี่ยนกลยุทธ์ จากที่เคยอยากเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เธอเรียนรู้ว่าบางที "แค่ก้าวเล็กๆ ก็เพียงพอแล้ว" และในคราวนี้ เมื่อจะพาเด็กผู้หญิงไปขี่มอเตอร์ไซค์ เธอเลือกที่จะชวนพ่อแม่ของเด็กมาร่วมขบวนด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการต่อสู้ตามลำพัง หากแต่ต้องดึงผู้ควบคุมประตูให้ออกมาเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน



ชื่อภาพยนตร์สารคดี Cutting Through Rocks มาจากฉากเปิดเรื่อง ที่ซาร่าต้องใช้เลื่อยตัดผ่านฐานหิน เพียงเพื่อใส่ประตูบานหนึ่งกลับเข้าที่เดิม สิ่งที่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อนตั้งนานนม กลับต้องอาศัยแรงตัดผ่านรากฐานอันแข็งแกร่งจึงจะทวงคืนมาได้ เฉกเช่นเดียวกับเสรีภาพของผู้หญิง ที่ควรเป็นของเธอตั้งแต่ต้น แต่กลับต้องตัดผ่านขนบที่ฝังลึกเพื่อให้ได้มันคืนกลับมา

ถนนทางเดินเส้นนั้นยังคงอยู่เสมอมา คำถามเหลือเพียงแต่ว่า ใครบ้างที่ได้รับอนุญาตให้ใช้มัน


รับชมสารคดี Cutting Through Rocks ได้แล้ววันนี้ทาง VIPA

▶️ https://vipa.me/th/contents/15852/cutting-through-rocks



อ้างอิง

  • World Economic Forum. "Women in mobility: how the sector is driving gender equality." (2023)
  • Zipdo. "Gender Driving Statistics." (2026)
  • Arab News. "Despite end of women's driving ban, Western stereotypes of Saudi Arabia remain." (2022)
  • IJFMR. "Vision 2030 in Action: How the 2018 Driving Reform Affected Female Labour Force Participation." (2025)
  • Sánchez de Madariaga, Inés. "Mobility of Care: Introducing New Concepts in Urban Transport." (2013)
  • Sánchez de Madariaga, Inés และ Zucchini, Elena. (2019)
  • กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม. "จำนวนใบอนุญาตขับรถจำแนกตามเพศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568."
  • Thai RSC, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ. "สถิติอุบัติเหตุทางถนนปี 2566."
  • Insurance Institute for Highway Safety (IIHS). "Fatality Facts: Males and females." (2017)
  • AFP / Malay Mail. "In the fast lane: female motortaxi drivers on the rise in Bangkok." (2018)
  • Thailand Policy Lab. "ผู้หญิงกับขนส่งสาธารณะ." (2022)
  • Ison, J. et al. "Women and Gender-Diverse People's Safety Work on Public Transport." (2024)
  • UN Women. "Country Fact Sheet: Thailand." (2024)
  • Girls Not Brides. "Child marriage atlas: Iran." (2025)
  • Femena. "Child Marriage and Child Motherhood in Iran." (2025)
เกี่ยวกับผู้เขียน
กฤษฏิ์ เอื้ออุดมเจริญชัย

คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
cutting through rocks
อิหร่าน
สิทธิสตรี
feminism
feminist
oscars
สารคดี
สารคดีออสการ์
ออสการ์
ผู้หญิง
ขับรถ
เดินทาง
ตะวันออกกลาง
อิสลาม
มุสลิม