"รักมันให้ได้ก่อน แล้วงานจะพิเศษเอง" กะเทาะเปลือกความจริงและศิลปะการแสดงกับ เต๋า-สโรชา วาทิตตพันธ์

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

ว่าด้วยความกลัว ความรัก และการตายไปกับสิ่งที่ทำ ของ เต๋า สโรชา วาทิตตพันธ์


มีอยู่วันหนึ่งระหว่างการถ่ายทำละคร เต๋า สโรชา วาทิตตพันธ์ ต้องเล่นฉากที่ตัวละครในเซ็ตติ้งพระนครพ.ศ. 2484 รอสามีกลับมาจากที่ทำงานแล้วบอกเธอว่า “สงครามจบแล้ว” เธอร้องไห้ด้วยความโล่งใจ


ฟังดูไม่ซับซ้อน แต่เล่นไปเทค 2 ไม่ได้ เทค 3 ไม่ได้ เทค 4 ไม่ได้ ผ่านไปเทค 5 ก็เล่นยังไม่ได้


"กรี๊ดในใจแล้ว" เธอบอก "ฉันทำไม่ได้ ฉันต้องทำได้สิ"


ในฉากนั้น ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังต่อสู้กับอะไร นอกจากตัวเธอเอง และเสียงในหัวที่ท่วมโถมมาพร้อมกันสองทาง ทั้งความกดดันในฐานะนักแสดง และความคาดหวังในฐานะ Acting Coach ที่คนอื่นรู้จักเธอในบทบาทนั้น


แต่แทนที่จะยอมแพ้ เธอหยุด หายใจ และสร้างเรื่องราวของตัวละครขึ้นมาใหม่ทีละก้าว ทิ้งทุกอย่างที่เป็น "เต๋า สโรชา" ลง แล้วเดินเข้าไปในฉากนั้นในฐานะตัวละครล้วนๆ


เทคถัดมา น้ำตาก็ไหลพรากได้เลย



ไม่เก่ง ก็ไม่เป็นไร


หลายคนรู้จักเต๋า สโรชาในฐานะนักแสดงที่ผ่านผลงานระดับตำนานมามากมาย ตั้งแต่ เรือนไม้สีเบจ, นางบาป, เงามรณะ ไปจนถึงการเป็น Acting Coach เบื้องหลังนักแสดงรุ่นใหม่ในละครฟอร์มยักษ์อย่าง ข้าบดินทร์ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือเธอเริ่มต้นจากการไม่เชื่อตัวเองเลยแม้แต่น้อย


"พี่เต๋าไม่เก่งนะ" คือสิ่งที่เธอบอกกับนักเรียนในคลาสเสมอ "แล้วก็ไม่เก่งไม่เป็นไรเลยแหละ แต่เราต้องมีความหวังว่าวันหนึ่งเราต้องเก่ง"


เธอเข้าวงการตอนอายุ 16 ด้วยการเป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอ แล้วบอกตัวเองว่า "ไม่เอาอีกแล้ว" แต่สักอาทิตย์ต่อมาก็มีคนโทรมาชวนไปแคสต์หนัง นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำงานยาวกว่า 30 ปีที่เธอบอกว่าตลอดเวลานั้น เธอมองการแสดงเป็นแค่งานพาร์ตไทม์


"ถ้าเปรียบเสมือนความรัก มันจะเป็นความรักที่ค่อยๆ เติบโตค่ะ"



เก่งยังไม่พอ ต้องรักมันก่อน


จุดเปลี่ยนที่แท้จริงไม่ได้มาจากรางวัล หรือบทที่ดีขึ้น แต่มาจากคำถามที่เธอถามตัวเองอย่างเงียบๆ ว่า ทำยังไงถึงจะรักสิ่งนี้ได้มากกว่านี้


"ถ้าเรารักคนๆ หนึ่งเพราะอะไร ก็เพราะข้อดีของเขา มองเห็นแต่ข้อดี" เธออธิบาย "ก็เลยหยิบสมุดมาเขียนลงไปเลยว่า สิ่งนี้ให้ข้อดีอะไรกับเราได้บ้าง โห แล้วมันมีเต็มเลย"


วันที่เธอค้นพบว่ารักการแสดงได้จริงๆ งานก็เปลี่ยน


"งานหลังจากนั้นจะเป็นงานคราฟต์ งานที่มาจากหัวใจจริงๆ ที่ไม่ใช่มาจากการให้โจทย์แล้วทำได้"

แล้วเธอก็ยึดหลักนี้มาตลอด จนถึงจุดที่บอกได้ว่า "เวลารักงานจริงๆ จะรู้เลยว่า ตายไปกับมันได้"



วิญญาณที่ส่งต่อได้


เมื่อผู้ใหญ่ในวงการชวนให้เธอลองเป็น Acting Coach ครั้งแรก ปฏิกิริยาแรกของเต๋าคือความกังวล เธอไม่ได้เรียนการแสดงมาโดยตรง ไม่มี Method ในตำรา แล้วเธอจะสอนอะไรได้


แต่มีผู้ใหญ่คนหนึ่งพูดให้ฟังว่า "ไม่ต้องถามใครว่าสอนดีหรือไม่ดี ให้ถามคนเรียน ถ้าคนเรียนโอเค เขาทำได้ แล้วเขากลับมาบอก นั่นคือจบแล้ว"


เธอจำคำนั้นมาจนถึงทุกวันนี้


วิธีการสอนของเธอไม่ได้มาจากตำรา แต่มาจากประสบการณ์ของคนที่เคย "ไม่เก่ง" มาก่อน เธอรู้ดีว่าความตั้งใจอย่างเดียวไม่พอ รู้ว่าการกลัวผิดคือตัวทำลายนักแสดงมากที่สุด และรู้ว่าสิ่งที่ต้องปลดล็อกก่อนคือการ "อยู่กับปัจจุบัน"


เล่นไปเลย แต่ต้องเป็นตัวเองนะ เล่นเป็นใครก็แล้วแต่ แต่ต้องกลับมาเป็นตัวเองให้ได้



ไม่มี Method แต่ต้องจริงที่สุด


เมื่อถามถึงศาสตร์การแสดง ไม่ว่าจะเป็น Stanislavski, Strasberg หรือ Meisner เต๋าตอบได้ในพรวดเดียวว่า เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองใช้อะไร (หัวเราะ)


"เหมือนจะเอาคนละนิดคนละหน่อยมาผสมกัน ใช้ความทรงจำด้วย ใช้ชีวิตจริงด้วย และจินตนาการด้วย"


หากแต่หลักที่เธอยึดถือมาตลอดมีเพียงข้อเดียว คือทุกอย่างต้องจริง


"นักแสดงเป็นอาชีพที่ต้องจริงที่สุด ไม่จริงไม่ได้เลย"


สำหรับ Double Standard หรือความสองมาตรฐานระหว่างนักแสดงชายและหญิงในวงการ เธอยอมรับว่ามีจริง และครั้งหนึ่งก็รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม แต่เมื่อโตขึ้น มุมมองก็เปลี่ยน


ไม่มีใครทำอะไรเราได้เลย ถ้าเราเคารพ ภูมิใจ แล้วให้คุณค่าของตัวเองมากพอ พอเราอิสระแล้ว เราเป็นนักแสดงที่แท้จริงแล้ว เราจะไปอยู่ตรงไหนก็ได้



จมลงไปในทะเลของเรื่อง


ในผลงานเรื่องใหม่ทาง Thai PBS อย่าง "ท่วงทำนองที่เลือนหาย" เต๋ารับบทแม่ทิพย์ แม่ที่มีลูกเป็นออทิสติกและจากครอบครัวไปตั้งแต่ต้นเรื่อง ทว่ายังคงเป็น "กาวใจ" ที่ส่งผลต่อตัวละครอื่นตลอดทั้งเรื่อง


ความบังเอิญที่ช่วยเตรียมเธอได้มากที่สุดคือการที่เคยรับบทเป็นคนออทิสติกมาแล้วในเรื่อง “มนุษย์แม่” ทาง Thai PBS เช่นกัน ซึ่งทำให้เธอเข้าใจโลกของตัวละครลูกจากทั้งสองฝั่ง


เมื่อถามถึงวิธีการดีไซน์น้ำหนักการแสดงให้คนดูยังรู้สึกถึงตัวละครแม้จะจากไปแล้ว เธอบอกว่าไม่ได้ดีไซน์


"เราจะจมตัวเองไปอยู่ในทะเลของเรื่องนั้นเลย ไปอยู่กลางจุดมหาสมุทรของเรื่องนั้น แล้วก็ปล่อยให้มันไหล ให้มันกระทบ ให้มันเป็นคลื่นไปกับเรื่องราว" อย่างในทุกๆ ลมหายใจที่อยู่กับลูกในละครเรื่องนี้ เธอก็ใส่ "ความตายแทนได้" ลงไปด้วยทุกครั้ง



ศิลปะคือยา


ในฐานะคนที่อยู่กับศิลปะมาทั้งชีวิต เต๋าเชื่ออย่างเต็มปากว่า ศิลปะรักษาได้


ศิลปะคือยาเลยนะ มันเป็นพื้นที่ที่ให้มนุษย์ได้โลดแล่น ได้มีจินตนาการ ได้ผ่อนคลาย โดยที่อธิบายเป็นคำพูดยาก แค่ฟังเพลง บางทีเราหายเหนื่อยแล้ว มันทำยังไงนะ อธิบายไม่ถูก


สำหรับครอบครัวที่กำลังเผชิญกับสิ่งที่ยากเกินคำบอก เธอเชื่อว่าศิลปะและดนตรีคือสิ่งที่ไม่ต้องการคำอธิบาย ไม่ต้องเป็นขั้นเป็นตอน แต่มันทำงานได้ด้วยตัวเอง


เฉกเช่นที่มันทำให้ตัวเธอเองยังคงอยู่กับอาชีพนี้มาได้กว่า 30 ปี


"งานพวกเราเหนื่อยจะตาย บางทีมันเหนื่อยมาก แต่มันคือ Passion มันคือความรัก ที่ยิ่งทำมันยิ่งสุขใจ ร่างกายมันจะเหนื่อย แต่ใจมันจะฟู"


และเมื่อถามตรงๆ ว่า พร้อมจะตายไปกับสิ่งนี้ได้จริงๆ ไหม


เธอไม่ลังเล


"ได้ ใช่ อันนี้เรามั่นใจเลย"



รับชมซีรีส์ “ท่วงทำนองที่เลือนหาย (Finding the Last Note) ผลงานการแสดงโดย เต๋า สโรชา วาทิตตพันธ์ ได้แล้ววันนี้ที่ VIPA

▶️ https://play.vipa.me/lVqBkveFHZb



และรับชมรายการ Master's Cut คุยนอกบท EP. นี้ ได้ทาง YouTube VIPAdotMe

▶️ https://youtu.be/twkgqbMgwm0

เกี่ยวกับผู้เขียน
กฤษฏิ์ เอื้ออุดมเจริญชัย

คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เต๋า สโรชา
สโรชา วาทิตตพันธ์
ท่วงทำนองที่เลือนหาย
master's cut
คุยนอกบท
มนุษย์แม่
finding the last note
สัมภาษณ์
นักแสดง
การแสดง
ศิลปะ
acting
acting coach
performing arts