จะกล้าหรือจะกลัว? สองมุมมองต่อ AI จากสองสารคดีซันแดนซ์

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

ในช่วงปีที่ผ่านมา หัวข้อที่สร้างกระแสและการถกเถียงอย่างจริงจังในวงการสื่อและศิลปะคงหนีไม่พ้น “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ทั้งจากฝั่งที่ตื่นเต้นกับพัฒนาการอันรวดเร็วของมัน และจากฝั่งที่จับตามองด้วยความสงสัยปะปนความกังวลต่อทิศทางที่เทคโนโลยีชนิดนี้กำลังมุ่งหน้าไป

ความรู้สึกแบบหลังนี้ปรากฏชัดในสารคดีสองเรื่องที่เปิดตัวในเทศกาลหนังซันแดนซ์เมื่อต้นปี ซึ่งแม้จะมีจุดตั้งต้นและวิธีเล่าต่างกัน แต่ทั้งคู่ต่างก็พยายามทำความเข้าใจ “ผลกระทบของ AI ต่อสังคม” ในระดับที่ลึกกว่าบทสนทนาทั่ว ๆ ไป


ภาพจากสารคดีเรื่อง Ghost in the Machine

ภาพจากสารคดีเรื่อง Ghost in the Machine


เรื่องแรกคือ Ghost in the Machine ซึ่งผู้กำกับ วาเลอรี วีช ได้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์ส่วนตัวตอนเข้าร่วมโครงการของบริษัท AI รายใหญ่ที่พัฒนาเครื่องมือสร้างวิดีโอ เธอสังเกตพบว่าบรรดาผลงานที่ระบบสร้างออกมานั้นมีรายละเอียด (เช่น ตัวละครในภาพหรือคลิป) ที่มีลักษณะเหยียดเชื้อชาติและทำให้ผู้หญิงถูกทำให้เป็นวัตถุทางเพศอย่างรุนแรง ทั้งที่เธอไม่ได้ป้อนข้อมูลให้มันทำเช่นนั้นเลย

เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เธอเริ่มค้นคว้าเพิ่มเติมจนพบข้อมูลที่สรุปได้ว่า คณิตศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังระบบการเรียนรู้ของเครื่องจักร รวมถึงแนวคิดที่ว่าเครื่องจักรสามารถคิดได้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาเอง แต่แท้จริงแล้วมีรากฐานเกี่ยวข้องกับสุพันธุศาสตร์ (Eugenics) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดลำดับและจำแนกพันธุกรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า อคติทางเชื้อชาติและทางเพศในคลิปที่สร้างโดย AI นั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญใช่หรือไม่ มันเป็นอคติที่แฝงฝังอยู่ในระบบคิดของ AI มาก่อนแล้วใช่ไหม และถ้าข้อสังเกตนี้เป็นจริง แล้วมันจะส่งผลต่อสังคม การเมือง และวัฒนธรรมในอนาคตอย่างไรบ้าง


ภาพจากสารคดี The AI Doc: Or How I Became an Apocaloptimist

ภาพจากสารคดี The AI Doc: Or How I Became an Apocaloptimist

ภาพจากสารคดี The AI Doc: Or How I Became an Apocaloptimist


ส่วนสารคดีเรื่องที่สองคือ The AI Doc: Or How I Became an Apocaloptimist ของ แดเนียล โรเออร์ (เจ้าของรางวัลออสการ์จากสารคดีเรื่อง Navalny) เกิดขึ้นจากความไม่รู้และความกังวลส่วนตัวของเขาเองในฐานะคุณพ่อมือใหม่ เขาได้ยินคนรอบตัวพูดถึง AI กันมากขึ้น ๆ โดยที่เขาแทบไม่รู้จักมันเลย ข่าวลือต่าง ๆ ทำให้เริ่มอยากรู้ว่าลูกจะเติบโตไปพบโลกแบบไหนกันแน่และก็ผลักดันให้เขาตัดสินใจทำหนังเรื่องนี้เพื่อหาคำตอบ

โรเออร์เริ่มด้วยการไปขอให้วิศวกรอธิบายตั้งแต่พื้นฐานว่า AI คืออะไร จากนั้นก็ไปพูดคุยกับทั้งคนที่มองโลกในแง่ร้ายแบบสุด ๆ (ซึ่งเชื่อว่ามนุษยชาติอาจโดนกวาดล้างภายใน 20 ปี) และคนมองโลกในแง่ดีที่เห็นว่าเทคโนโลยีนี้อาจพาไปสู่ยุคยูโทเปีย ไปจนถึงซีอีโอของบริษัทสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางอนาคตของ AI อยู่ โรเออร์เลือกใช้คำที่น่าสนใจมากอย่าง “Apocaloptimist” มาเป็นชื่อหนัง มันเป็นคำที่ผสมระหว่าง Apocalypse (วันสิ้นโลก) และ Optimist (คนมองโลกในแง่ดี) ซึ่งสื่อถึงการเป็นมนุษย์ผู้มองเห็นศักยภาพในทางบวกของ AI ขณะเดียวกันก็รับรู้ความเป็นไปได้ของหายนะที่รออยู่

The AI Doc ตั้งคำถามสำคัญว่า แล้วเราควรทำอย่างไรล่ะให้ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีโดยไม่ต้องพาตัวเองไปเผชิญวิกฤติที่เลวร้าย โดยบทสนทนาถกเถียงในหนังครอบคลุมทั้งเรื่องเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ การจัดสรรทรัพยากร ไปจนถึงคำถามเชิงปรัชญาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์ ศาสนา และความหมายของการมีชีวิต นอกจากนั้นหนังยังพูดถึงการแข่งขันพัฒนา AI ของ 5 บริษัทใหญ่ ได้แก่ OpenAI, Google DeepMind, X, Meta และ Nvidia ด้วย โดยตั้งข้อสังเกตว่าแรงจูงใจของบริษัทเหล่านี้อาจไม่ได้ตั้งอยู่บนความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมไปเสียทั้งหมด

สารคดีทั้งสองเรื่องข้างต้นไม่ได้ให้คำตอบตายตัวเกี่ยวกับอนาคตของ AI แต่สะท้อนได้อย่างดีถึงความรู้สึกสองด้านที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ด้านหนึ่ง เราหวังว่าเทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหาสำคัญของมนุษยชาติได้ แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็วิตกว่ามันอาจก่อความเสียหายร้ายแรงในระดับที่คาดไม่ถึง ซึ่งไม่ว่าจะด้านไหน สิ่งที่หนังทั้งคู่ทำเหมือนกันก็คือการชวนให้ตั้งคำถามกับมันอย่างจริงจังมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

เกี่ยวกับผู้เขียน
ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส