"ไม่มีชีวิตใครน่าเบื่อ" ถอดรหัสวิธีมองโลกฉบับคนทำสารคดี ที่ใช้เวลา 6 ปีทำหนังเรื่องเดียวเพื่อโดนปฏิเสธจาก 30+ เทศกาล

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

ภาพจำของความสำเร็จมักหอมหวานเสมอ โดยเฉพาะเมื่อภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่งสามารถกวาดรายได้ทะลุบ็อกซ์ออฟฟิศ ถูกซื้อสิทธิ์ไปฉายบนสตรีมมิงระดับโลก รวมถึงเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ถึง 4 สาขาและชนะในสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม

แต่สำหรับ เอก-เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์ ผู้กำกับ ช่างภาพ และคนลำดับภาพแห่ง Breaking the Cycle อำนาจ ศรัทธา อนาคต เขากลับมองว่าความสำเร็จเหล่านั้นเป็นเพียงฉากสั้นๆ ที่กินเวลาแค่ 45 วัน หากเทียบกับหยาดเหงื่อและบาดแผลตลอด 6 ปีเต็มที่เขาต้องคลุกฝุ่นอยู่กับมัน


ในคอลัมน์ Master’s Cut วันนี้ เราขอชวนคุณมาอ่านเรื่องราวหลังเลนส์กล้อง กะเทาะเปลือกความจริงของการทำหนังอินดี้ สำรวจสภาวะหลังจบโปรเจกต์ยักษ์ และพลิกดู "ตารางแห่งความล้มเหลว" ที่คนทำหนังสารคดีคนหนึ่งต้องจ่าย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการประกอบร่างความจริง



ทุบพื้นที่ปลอดภัย สู่โลกความจริงที่คลุกฝุ่น


ย้อนกลับไปในวันเริ่มต้น เอกพงษ์ก็เหมือนเด็กฟิล์มทั่วไปที่ก้าวเข้าสู่วงการด้วยความฝันอันโรแมนติกว่าจะได้ทำหนัง แต่เมื่อโลกแห่งทุนนิยมทำงาน เขาจบลงที่การเป็นคนตัดต่อโฆษณา รูทีนชีวิตวนเวียนอยู่กับการรับฮาร์ดดิสก์ นั่งแก้ดราฟต์ในห้องสี่เหลี่ยมตั้งแต่เช้าจรดเที่ยงคืน และเจอกับคนกลุ่มเดิมๆ


จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อเขากล้าตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ถ้าเราจะมาเป็นคนทำหนัง เราจะเอาอะไรมาเขียนวะ? ถ้าสังคมเรามีอยู่แค่นี้ ประสบการณ์ชีวิตเราจะไปเอามาจากไหน?"


การตัดสินใจกระโดดออกจากลูปโฆษณา พาเขาไปจับกล้องถ่ายสารคดีเด็กทั่วประเทศ และนั่นคือการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ เขาได้เห็นแรงงานที่นอนเบียดกันในห้องเย็บผ้าเล็กๆ ย่านนานา ได้เห็นเด็กชนเผ่าที่แม่เก็บชาส่วนลูกต้องเดินข้ามเขาไปเรียนภาษาจีน ภาพเหล่านี้ทำงานกับความรู้สึกของเขาอย่างรุนแรง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนทำหนังสารคดีที่กระหายจะเล่าเรื่องราวของ "มนุษย์"



อำนาจในห้องตัดต่อ และ "ความจริง" ที่เลือกได้


เมื่อก้าวเข้าสู่การทำหนังสารคดีการเมืองที่สั่นสะเทือนสังคมอย่าง Breaking the Cycle ประเด็นหนึ่งที่คนทำสารคดีต้องเผชิญคือ "เส้นแบ่งของการบิดเบือน" เอกพงษ์สวมหมวกทั้งผู้กำกับและคนตัดต่อ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือการกุมอำนาจในการชี้ชะตาชีวิตคนบนจอ


แต่เขามองเรื่องนี้ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของภาพยนตร์


"เราไม่มีทางที่จะรวบรวมความจริงทั้งหมดไว้ได้ในหนังเรื่องเดียว ไม่อย่างงั้นทำไมเราไม่เอาฟุตเทจเรียงตามไทม์ไลน์ แล้ว export ให้คนดู 8 ชั่วโมงไปเลยล่ะ? สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ต่างจากข่าว คืออารมณ์และความรู้สึก ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สิ่งเหล่านั้นจะมาจากการกำกับของผู้กำกับ"


สำหรับเขา การทำสารคดีคือการนำเสนอ Subjective Truth (ความจริงส่วนบุคคล) สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การเล่าทุกอย่างให้ครบทุกวินาที แต่คือการ "ซื่อสัตย์กับตัวเอง" ว่าเรากำลังทำสิ่งนี้เพราะอะไร มีจุดยืนอย่างไร และทำมันออกมาตามขนบของภาพยนตร์ให้ดีที่สุด ภายใต้ความตระหนักรู้ถึง Power Dynamic ระหว่างคนทำกับซับเจกต์เสมอ



ไม่มีชีวิตใครบนโลกนี้... ที่น่าเบื่อ


จากเด็กค่ายที่เคยต้องยืนกำไมค์มือสั่น พิตช์โปรเจกต์เพื่อขอทุนทำหนังสารคดีเรื่องแรกอย่าง คลื่นทรงจำ (The Sea Recalls) โปรเจกต์ที่เอกพงษ์บอกว่าถึงไม่ได้ทุน ก็จะเล่าอยู่ดี เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของเจ็กของเขาที่ถูกฆาตกรรม วันนี้เอกพงษ์ก้าวขึ้นมาสวมบทบาทกรรมการในโครงการ VIPA Pitching Project 2026 ในธีม Behind the Scenes: เบื้องหลัง พลังคนธรรมดา

เมื่อถูกถามว่า อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างคนธรรมดาที่น่าเบื่อ กับคนธรรมดาที่มีพลังควรค่าแก่การทำหนัง? คำตอบของเขากลับเรียบง่ายแต่ทรงพลัง


"ไม่มีใครบนโลกนี้น่าเบื่อเลย... อยู่ที่ว่าคนทำจะไปจับเหลี่ยมมุมไหนของเขามาเล่า"


เอกพงษ์อธิบายว่า หลายครั้งที่หนังสารคดีออกมาน่าเบื่อ ไม่ใช่เพราะชีวิตของซับเจกต์ไร้สีสัน แต่เป็นเพราะคนทำ "ไม่ได้อิน" และมองไม่เห็นความพิเศษในสิ่งที่ตัวเองกำลังถ่ายทอด เรื่องราวจะพิเศษได้ก็ต่อเมื่อคนทำรู้สึกว่ามันพิเศษ มันต้องการสายตาและมุมมองของผู้กำกับครอบทับลงไปในชีวิตคนๆ หนึ่ง หากคุณไร้แพสชัน ต่อให้ชีวิตของคนตรงหน้าจะผาดโผนแค่ไหน งานที่ออกมาก็จะยังคงจืดชืดและเฉยชาอยู่ดี



ตารางแห่งความล้มเหลว และการพ่ายแพ้ 30 ครั้ง


ในคลาสเรียนของ VIPA Pitching เอกพงษ์เคยเปิด "ตารางแห่งความล้มเหลว" ให้ผู้เข้าร่วมโครงการดู มันคือรายชื่อเทศกาลภาพยนตร์กว่า 30 แห่งที่ปฏิเสธผลงานของเขา ท่ามกลางอีเมลปฏิเสธที่สาดซัดเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อะไรคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้เขาไม่ยอมแพ้?


"ถ้าทุกคนได้ทำอะไรที่มาจากน้ำเสียง (Unique Voice) ของเราจริงๆ เราเชื่อว่าสักมุมหนึ่งของโลกนี้ มันมีผู้ชมของหนังเรื่องนั้นอยู่" เอกพงษ์ย้ำว่า ตัวหนังมันก็เป็นแค่ "ไฟล์คอมพิวเตอร์" ไฟล์หนึ่ง มันไม่มีขา มันเดินไปหาคนดูเองไม่ได้ คนทำหนังต่างหากที่ต้องพามันออกไปเจอโลก เขาถูกปฏิเสธจากเทศกาลเกรด A, เกรด B และเกรด C จนเกือบถอดใจ แต่สุดท้ายหนังเรื่องนี้กลับได้รับการคัดเลือกให้ฉายที่ Hot Docs ซึ่งเป็นเทศกาลสารคดีที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ


"หลายคนทำหนังออกมา เจอคอมเมนต์ไม่ดีก็คิดว่าเก็บไว้ดีกว่า ไม่อยากให้ใครดู แต่ใครจะรู้อะ ณ จุดนึงของโลกมีผู้คนที่อยากดูสิ่งนี้ เราต้องพาหนังไปเจอกับคนดูมันให้ได้ ถึงมันจะนิช แต่มันมีคนดูของมันอยู่"



อาการเมาค้าง และการเดินทางที่ไม่มีวันจบ


ในวันที่ไฟสปอตไลต์สาดส่อง วันที่ใครต่อใครเข้ามาร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ Breaking the Cycle ในเทศกาลต่างประเทศ เอกพงษ์เล่าว่าท้ายที่สุดแล้ว เมื่อบินกลับมากรุงเทพฯ เปิดประตูเข้าสู่ห้องพักแคบๆ ราคา 5,000 บาท เขาก็ยังคงต้องนอนคนเดียว


ความสำเร็จ รางวัล และเสียงปรบมือ เป็นเพียงสิ่งสมมติจากภายนอกที่คนอื่นมอบให้ เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วย "ยืดอายุ" ให้กับตัวหนัง แต่ไม่ได้เปลี่ยนแก่นแท้หรือสร้างบาดแผลเมาค้างให้กับตัวเขา เพราะชีวิตจริงมักจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อกล้องดับลง และเราต้องกลับมาเผชิญหน้ากับความจริงของตัวเอง


การทำภาพยนตร์สารคดีจึงไม่ใช่แค่การแบกกล้องออกไปถ่ายชีวิตคนอื่น แต่มันคือกระบวนการสำรวจจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นของตัวเองอย่างลึกซึ้ง และสำหรับใครที่กำลังมีเสียงเรียกร้องในหัว มีไอเดียที่อยากประกอบร่างความจริง โครงการ VIPA Pitching Project 2026 คือ Incubator Lab หรือพื้นที่ฟูมฟักที่พร้อมให้คุณได้มาลองผิดลองถูก และเปล่งน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณออกมาให้โลกได้ยิน


เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในตารางของความล้มเหลว ย่อมมีพื้นที่ว่างให้ความสำเร็จเสมอ ขอแค่คุณไม่หยุดที่จะเดินไปหามัน



.


สมัครและติดตามโครงการ VIPA Pitching Project 2026 ได้ทาง www.VIPA.me/PitchingProject2026


เกี่ยวกับผู้เขียน
กฤษฏิ์ เอื้ออุดมเจริญชัย

คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
VIPA Pitching Project
เอกพงษ์ สราญเศรษฐ์
Filmmaking
ทำหนัง
ทำสารคดี
สารคดี
ตัดต่อ
กำกับ