อ่านแล้ว 0
ทุกวันนี้คนทั่วโลกกินเนื้อไก่ไปแล้วกว่า 98 ล้านตันต่อปี หรือมากกว่า 4,300 ล้านตัว
ตามข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปี 2565 และตัวเลขนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่มีทีท่าจะชะลอตัว ไก่เป็นสัตว์ที่โตเร็ว เลี้ยงง่าย ราคาย่อมเยา และเข้ากันได้กับอาหารทุกสัญชาติ ทว่าในอีกด้านหนึ่งของห่วงโซ่อาหารที่เราแทบไม่เคยมองถึง กำลังเกิดปัญหาที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นั่นคือฝุ่นควันพิษ PM2.5 ที่กำลังคร่าชีวิตและสุขภาพของคนไทยไปทีละนิด
เส้นทางจากจานข้าวมันไก่ไปถึงฝุ่นพิษนั้นมีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่คิด
เพราะการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้สารเคมีด้วยอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 100–500 องศาเซลเซียส ทำให้สารเคมีเหล่านั้นลอยปะปนกับละอองฝุ่นในอากาศ สร้าง PM2.5 ที่มีพิษรุนแรงกว่าฝุ่นทั่วไป และจุดเชื่อมต่อสำคัญคือ "ข้าวโพด" น.สพ.ดร.เกรียงวิชญ์ ลิมปวิทยากุล จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า
“ข้าวโพดคือวัตถุดิบถึง 60–70% ในอาหารสัตว์ เพราะให้ทั้งพลังงาน และสารสีที่ทำให้ผิวไก่เหลืองสวย ตรงตามความต้องการตลาด และเมื่อเนื้อไก่น้ำหนัก 1 กิโลกรัมต้องใช้อาหารสัตว์ถึง 1.5 กิโลกรัม ความต้องการข้าวโพดจึงมหาศาล”
ไทยไม่ได้เพียงเลี้ยงไก่เพื่อบริโภคภายในประเทศ
แต่ยังเป็นแหล่งส่งออกระดับโลกที่สร้างรายได้เกินแสนล้านบาทต่อปี และจ้างงานเกษตรกรกว่า 3 หมื่นราย เท่ากับว่ายิ่งอุตสาหกรรมไก่เติบโต ความต้องการข้าวโพดก็ยิ่งสูงตาม และเมื่อฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุด เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงเลือกวิธีกำจัดซังข้าวโพดที่ถูกที่สุดนั่นคือ "การเผา" และนี่คือต้นทางของวิกฤตที่ทุกคนกำลังสูดดมอยู่ สถิติอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคทางเดินหายใจ ปอดอุดตันเรื้อรัง และมะเร็งปอดที่พุ่งสูงในแนวเส้นตั้งแต่ภาคตะวันตกตอนบนลากยาวขึ้นมาถึงภาคเหนือ บอกเล่าความเชื่อมโยงที่ชัดเจนนี้ได้ดีกว่าคำอธิบายใด ๆ
ความน่าเป็นห่วงอีกประการคือวิกฤตนี้ไม่ได้จบลงเมื่อความหนาวหายไป
ข้อมูลจากศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ณ วันที่ 21 เมษายน 2569 พบว่า ค่า PM2.5 ของตำบลช้างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พุ่งสูงถึง 140.8 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ติดอันดับ 2 เมืองมลพิษโลกจาก IQAir ขณะที่มีพื้นที่เกินค่ามาตรฐานแล้วกว่า 31 จุดทั่วภาคเหนือ หลายคนตั้งความหวังว่าอากาศร้อนและสายน้ำสงกรานต์จะช่วยล้างฝุ่นได้
แต่ความเป็นจริงนั้นต่างออกไป เพราะในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนเป็นช่วงรอยต่อที่ลมมรสุมยังไม่มาพัดพา ทำให้กระแสลมอ่อนหรือหยุดนิ่ง ฝุ่นที่สะสมมาตลอดหน้าหนาวจึงยังคงคาอยู่ ยิ่งกว่านั้น ความร้อนจัดในเดือนเมษายนยังก่อให้เกิด "หย่อมความกดอากาศต่ำ" ที่ดูดฝุ่นจากแหล่งอื่นเข้ามาสะสมเพิ่มในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และการสาดน้ำสงกรานต์ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้จริง เพราะหยดน้ำที่ใหญ่กว่า PM2.5 ถึง 200 เท่า กลับสร้างกระแสผลักฝุ่นให้ลอยหลบมากกว่าจะจับมันลงสู่พื้น
ทางออกไม่ได้อยู่ที่นโยบายเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มได้จากโต๊ะอาหาร
จักรชัย โฉมทองดี ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก TILT Collective ชี้ว่า
"ปัจจุบันคนไทยได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถึง 70% และจากพืชเพียง 30% ซึ่งสวนทางกับคำแนะนำด้านสุขภาพ และยิ่งสวนทางกับความยั่งยืนของโลก"
เพราะการผลิตโปรตีนจากไก่ 1 ส่วน ต้องใช้โปรตีนจากพืชถึง 5 – 6 ส่วน การเริ่มลดสัดส่วนการกินเนื้อไก่แล้วหันมาบริโภคโปรตีนจากพืชในอัตราส่วน 50:50 สนับสนุนเกษตรกรที่เลี้ยงไก่อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงร่วมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ล้วนเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่มีผลจริง เพราะทุกการเลือกบนจานอาหารวันนี้ คือการลงคะแนนเสียงให้กับอากาศที่คุณ และคนที่คุณรักจะต้องหายใจในวันข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก: รายการสารคดี จานนี้มีเรื่องโลก และThai PBS
▶ ติดตามรายการสารคดี จานนี้มีเรื่องโลก
รับชมได้ทาง www.VIPA.me หรือ VIPA Application
นักรีวิวมือใหม่ที่อยากเล่าเรื่องราวจากเสียงในใจ