อ่านแล้ว 0
การเริ่มต้นอาชีพนักแสดงด้วยบทบาทแรกในชีวิต ทั้งต้องถ่ายทอดภาวะ “ออทิสติก” ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ “เอมี่-เอมิกา เศรษฐศิริรัตน”นักแสดงหน้าใหม่จากซีรีส์ “Finding The Last Note ท่วงทำนองที่เลือนหาย” นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้เธอได้เติบโต ทั้งในด้านการแสดง และทัศนคติที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ ผ่านบทบาทของ “ขิม” เด็กออทิสติกซึ่งมีพฤติกรรมทำสิ่งที่คุ้นเคยซ้ำ ๆ
พี่ขิมต้องกินไข่ดาว 2 ฟองทุกวัน...
พี่ขิมต้องใส่กระโปรงนักเรียนที่รีดกลีบจนเป๊ะทุกวัน..
พี่ขิมต้องขึ้นรถเมล์กลับบ้านเวลาเดิมทุกวัน...
นี่คือภาพจำจากซีรีส์ซึ่งแตกต่างจากตัวตนของคนที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้ เธอเต็มไปด้วยความสดใส คุยเก่ง มีเอเนอร์จี้ในการเปิดรับสิ่งใหม่ และสกิลการใกล้ชิดกับผู้คนสูงมาก แต่ทันทีที่กล้องเริ่มทำงาน เธอต้องกลายเป็น “ขิม” ผู้มีเซฟโซนของตัวเอง เพื่อให้คนเชื่ออย่างสนิทใจ และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่เธอต้องรับมือ
วันนี้เราจะพาคุณไปสัมผัสก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของ “เอมี่ เอมิกา” กับการเข้าไปอยู่ในโลกใบเล็กที่แสนพิเศษของ “ขิม” บทบาทที่นอกจากจะท้าทายขีดจำกัดการเป็นนักแสดง ยังเปลี่ยนสายตาที่เธอมองเพื่อนมนุษย์ไปตลอดกาล
จุดเริ่มต้นของซีรีส์เรื่องแรกในชีวิต และการถึงบทบาท “ขิม” เด็กออทิสติกผู้มีพรสวรรค์ในการร้องเพลง
“เริ่มจากเอมี่เป็นนักเรียนการแสดงของอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยค่ะ พอมีโอกาสได้ลองแคสบทที่ต้องร้องเพลงได้ เอมี่ก็ส่งคลิปไป จากนั้นก็ได้มีการไปแคสจริง เราได้ลองหลายบทมาก ทั้งบทขิม และบททราย ยอมรับว่าตอนนั้นยังไม่เข้าใจภาวะออทิสติกเท่าไร แต่พยายามทำให้เต็มที่ เล่นไปตามที่ตัวเองรู้สึก และพอได้รับบทขิม ซึ่งเป็นเด็กออทิสติกแบบ High-Function ที่ร้องเพลงเก่งและเล่นรูบิคได้ รู้สึกว่ามันท้าทายมาก เพราะมันไม่ใช่โอกาสง่าย ๆ เลยที่จะได้เล่นบทที่ซับซ้อนขนาดนี้ในผลงานเรื่องแรก”
มีวิธี “แกะรอย” เพื่อเข้าไปนั่งในใจเด็กออทิสติกอย่างขิมได้อย่างไร
“ช่วงแรกยากมาก เพราะเราเองยังหาคาแรกเตอร์ไม่เจอ การเป็นออทิสติกหนึ่งคนก็คือหนึ่งแบบเลย เราเลยต้องสร้างขิมขึ้นมาใหม่ว่าเขาเดินแบบไหน สบตาคนยังไง มีวิธีการแสดงออกที่ปลูกฝังมาโดยคุณแม่ยังไง ซึ่งเอมี่ได้ไปเวิร์กช็อปกับผู้เชี่ยวชาญ และได้ไปลงพื้นที่ในโรงเรียนเด็กพิเศษจริง ๆ ที่นั่นทำให้รู้ว่า ถ้ามองแค่ภายนอกเราแทบดูไม่ออกเลยว่าคนไหนเป็นออทิสติก เพราะเขาก็เหมือนเด็กทั่วไป
แต่พอเข้าไปคุยถึงได้รู้ว่าเขาจะมีโลกของตัวเอง เช่น อาจจะไม่สบตา หรือตอบเฉพาะเรื่องที่สนใจจริง ๆ เอมี่จึงนำรายละเอียดเหล่านี้มาสร้างเป็นขิม คนที่ไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบให้ใครมาโดนตัวแรง ๆ ชอบทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ อย่างขิมอาหารเช้าก็จะกินแต่ไข่ดาว 2 ฟองเหมือนเดิมทุกวัน ที่สำคัญคือชอบอยู่ในเซฟโซนของตัวเอง ถ้าเขารู้สึกกังวลหรือสบายใจมาก ๆ เขาก็จะเขย่งเท้า และหมุน นั่นคือสัญชาตญาณและการแสดงออกที่บริสุทธิ์ของเขา”
โลกของเด็กพิเศษในมุมมองของเอมี่เปลี่ยนไปไหม หลังจากได้สวมบทบาทนี้
“เปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ ตอนแรกเราอาจมองว่า ‘เด็กพิเศษ’ เป็นคำเรียกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แต่พอได้เป็นขิม เราสัมผัสได้เลยว่าเขา ‘พิเศษ’ จริง ๆ เป็นคนตรงไปตรงมา รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาแบบนั้น ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่ซับซ้อน ความสัมพันธ์กับเขาเป็นเรื่องที่บริสุทธิ์ใจมาก เขาไม่ได้ ‘ไม่รู้เรื่อง’ อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เขารับรู้ความรู้สึกได้มากกว่าที่เราคิดเสียอีก ที่สำคัญคือไม่อยากให้คนเข้าใจผิดว่าออทิสติกเท่ากับ ‘เอ๋อ’ ค่ะ”
คำนี้ดูรุนแรง และน่าจะมีผลกับจิตใจของครอบครัวเด็ก ๆ กลุ่มนี้พอสมควรเลยนะ
“ใช่ค่ะ สำหรับเราแล้ว มันเป็นคำที่ Negative (เชิงลบ) มาก ๆ เป็นคำที่ดูใจร้ายและดูถูกความสามารถของพวกเขา ความจริงแล้วเด็ก ๆ กลุ่มนี้บางคนฉลาดมาก มีความสามารถที่โดดเด่นในสิ่งที่เขาถนัด อย่างขิมก็จะเก่งเรื่องการร้องเพลงมาก มีหูที่แม่นยำ เขาสามารถร้องเพลงเป๊ะทุกโน้ตเลย การใช้คำแบบนั้นมันปิดกั้นโอกาสที่เราจะมองเห็นความสามารถที่แท้จริงของเขาไป
เพียงแค่เขาอาจจะมีการแสดงออกที่ต่างออกไป แต่ข้างในเขารับรู้ทุกอย่าง และสื่อสารออกมาอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีชั้นเชิง และไม่มีความซับซ้อนใด ๆ เลย”
ความสามารถของ “ขิม” คือหนึ่งในสิ่งที่เชื่อมโยงความรัก ความผูกพันของครอบครัวในซีรีส์ด้วยหรือเปล่า
“ใช่ค่ะ เอมี่รู้สึกว่าครอบครัวของขิมมีความพิเศษมาก เพราะบ้านนี้เขาเชื่อมกันด้วยเสียงดนตรี คุณพ่อ (แบงค์ ปวริศ) ในเรื่องเป็นนักดนตรี ขิมเองก็ชอบร้องเพลง ส่วนเข่งน้องชาย (กัปตัน รัชพล) ก็ชอบเล่นกีตาร์ กลายเป็นว่าทุกคนในบ้านมีจุดเชื่อมโยงกันผ่านตัวโน้ตและบทเพลง ทำให้ดนตรีเป็นเหมือนภาษาพิเศษที่พวกเขาใช้สื่อสารและเข้าใจกัน
อย่างในเรื่องจะมีปมที่เข่งรู้สึกว่า พ่อกับแม่ทุ่มเทความรักและเวลาให้พี่ขิมมากกว่า จนเกิดแรงปะทะทางอารมณ์กันบ้าง แต่เพราะเขาก็เป็นเด็กที่โตมากับเสียงดนตรีเหมือนกัน แม้จะมีความไม่เข้าใจกันบ้างในตอนแรก แต่ท้ายที่สุดดนตรีนี่แหละที่เป็นท่วงทำนองที่ทำให้พี่น้องกลับมาจูนกันติด และการแสดงของกัปตันก็ส่งอารมณ์มาถึงเอมี่ได้ดีมาก จนเราสัมผัสได้ถึงความรักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความน้อยใจนั้น”
จากหน้าจอสู่ชีวิตจริง “เอมี่” คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ครอบครัวของเด็กพิเศษต้องเผชิญคืออะไร
“แรงสนับสนุนจากครอบครัวคือหัวใจหลักค่ะ เอมี่อยากบอกครอบครัวที่มีน้อง ๆ เป็นออทิสติก ว่าความเหนื่อยนั้นอาจเกิดขึ้นได้ บางครั้งเป็นการต้องสอนเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้วันหนึ่งเขาอยู่ในสังคมได้ในวันที่ไม่มีเรา แต่ถ้าเรามองว่าเขาคือ ‘ของขวัญ’ ไม่ใช่ภาระ เราจะมีความภูมิใจ ความเหนื่อยเหล่านั้นจะถูกก้าวข้ามผ่านไปได้ด้วยความรัก”
อยากบอกอะไรกับสังคม เพื่อให้มองเด็กออทิสติกในมุมที่ต่างออกไป
“ไม่อยากให้มองว่าออทิสติกเป็นสิ่งแปลก และอยากขอร้องให้เลิกใช้คำว่า ‘เอ๋อ’ เพราะมันเป็นคำที่ใจร้าย และดูถูกความสามารถของเขา ความจริงแล้วบางคนฉลาดและเก่งมากในสิ่งที่เขาถนัด
อยากให้สังคมเปิดใจและให้พื้นที่พวกเขาได้ยืน ไม่ต้องแยกเขาออกจากสังคม แต่ช่วยกันดูแลเป็นพิเศษในบางเรื่อง ถ้าเราเริ่มจากความเข้าใจในครอบครัวและขยายสู่คนรอบข้าง สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้นสำหรับทุกคนค่ะ”
.
ติดตามบทบาทสุดท้าทายของ “เอมี่ เอมิกา” ซีรีส์ “Finding The Last Note ท่วงทำนองที่เลือนหาย” ทาง www.VIPA.me และ VIPA Application
▶️ รับชม : https://play.vipa.me/70sDeYW2C1b