“เฝ้ามอง ไม่ใช่เป็นกลาง เงียบเชียบ ไม่ใช่นิ่งเฉย” : สารคดีแบบ เฟรเดริค ไวส์แมน

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

การจากไปของ เฟรเดริค ไวส์แมน (Frederick Wiseman) ในวัย 96 ปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการหนังสารคดี เพราะชายผู้นี้ไม่เพียงสร้างผลงานสำคัญไว้มากมายตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษเท่านั้น แต่เขายังพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า สารคดีก็สามารถทำให้เรา “เข้าใจ” โลกได้ โดยไม่จำเป็นต้อง “อธิบาย” ไปเสียทุกสิ่ง

ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะเราคงคุ้นเคยกันดีว่า มีสารคดีจำนวนมากที่คนทำใช้วิธีนำเสนอหลากหลายเพื่อให้เราเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ และพยายามพาเราไปพบกับบทสรุปที่ชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอน แต่สารคดีของไวส์แมนไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย เขาไม่ใช้เสียงบรรยาย ไม่มีการสัมภาษณ์ ไม่มีดนตรีประกอบ และแทบไม่มีการให้ข้อมูลอธิบายใด ๆ สิ่งที่ปรากฏในหนังมักเป็นเพียงการใช้กล้องบันทึกแต่ละสถานการณ์ตรงหน้าอย่างต่อเนื่องยาวนาน ให้เราได้เห็นการกระทำของผู้คนและได้ยินเสียงบทสนทนาสารพัด เหมือนเราเข้าไปนั่งเท้าคางเฝ้ามองพวกเขาอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ ไม่ซักถาม ไม่สอดแทรก และค่อย ๆ ทำความเข้าใจสิ่งรายรอบด้วยตัวเราเอง

ในโลกของหนังสารคดี คำที่มักถูกใช้เรียกวิธีการเช่นนี้คือ Observational Cinema ซึ่งหมายถึงการที่คนทำหนังวางตัวเป็นเพียงผู้เฝ้ามองเฝ้าสังเกตการณ์โดยหลีกเลี่ยงการเข้าไปแทรกแซงสถานการณ์ เพราะเชื่อว่ามันจะช่วยให้หนังบันทึก “ความจริงแท้” ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไวส์แมนบอกว่าเขาไม่คิดว่าหนังของเขาเป็นแบบนั้น อีกคำหนึ่งที่เขาชอบใช้เรียกมันมากกว่าก็คือ Reality Fictions เพราะแม้ลีลาของมันจะเป็นการเฝ้าสังเกตเช่นกัน แต่สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่แค่การแช่กล้องถ่ายไปอย่างไร้ “เส้นเรื่อง” หรือไร้ “ความเป็นดราม่า” ตรงกันข้าม เขาจงใจนำแต่ละเหตุการณ์ที่ถูกถ่ายยืดยาวนั้นมาจัดเรียงลำดับให้เกิดจังหวะ เป้าหมายทางอารมณ์ และประเด็นที่ชัดเจน จนในที่สุด หนังที่ดูผิวเผินเหมือนเงียบเชียบนิ่งเฉยก็กลับกลายเป็นสารคดีนำเสนอ “ชุดความจริงที่ผ่านการร้อยเรียงแล้ว” เพื่อสำรวจและวิพากษ์บางสิ่งอย่างเอาจริงเอาจัง 


ภาพจากสารคดี Titicut Follies (1967)


หัวใจของงานไวส์แมนคือการมุ่งสำรวจ “สถาบันทางสังคม” รูปแบบต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ผลงานระดับหมุดหมายอย่าง Titicut Follies (1967) สารคดีขาวดำที่พาเราเข้าไปยังโรงพยาบาลจิตเวชสำหรับนักโทษในรัฐแมสซาชูเซตส์เพื่อบันทึกความจริงอันโหดร้ายที่รัฐกระทำต่อผู้ป่วย เราจะเห็นภาพผู้ป่วยที่ถูกบังคับเปลื้องผ้า ถูกเยาะเย้ย และถูกป้อนอาหารอย่างรุนแรงโดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ จากผู้กำกับเลย


ภาพจากสารคดี High School (1968)


ใน High School (1968) เขาเข้าไปถ่ายทำชีวิตประจำวันในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่ฟิลาเดลเฟีย บันทึกชั้นเรียน การแนะแนว และการประชุมผู้ปกครอง ซึ่งเมื่อนำเหตุการณ์เหล่านั้นมาเรียงต่อกันก็ทำให้เราได้เห็นระบบลำดับชั้นและระเบียบวินัยที่สะท้อนวัฒนธรรมทางสังคมการเมืองของยุคสงครามเวียดนามอย่างชัดเจน ขณะที่ใน Hospital (1970) กล้องของไวส์แมนติดตามแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรัฐนิวยอร์ก เปิดเผยให้เห็นทั้งความเหน็ดเหนื่อยของบุคลากร ความเปราะบางของคนไข้ และความซับซ้อนของระบบนี้โดยที่คนทำหนังไม่แสดงท่าทีตัดสิน


ภาพจากสารคดี Welfare (1975)


แนวทางนี้ยิ่งชัดขึ้นอีกใน Welfare (1975) สารคดีบันทึกภาพผู้คนที่เดินเข้าออกสำนักงานสวัสดิการของรัฐนิวยอร์ก หนังแทบทั้งเรื่องประกอบด้วยบทสนทนาและการโต้เถียงยืดยาวระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งสะท้อนทั้งความจำเป็นและความเลวร้ายของระบบราชการไปพร้อม ๆ กัน


ภาพจากสารคดี National Gallery (2014)

ภาพจากสารคดี Ex Libris: The New York Public Library (2017)


เมื่อเวลาผ่านไป ไวส์แมนนำวิธีการนี้ไปใช้กับพื้นที่ที่ต่างจากเดิม และผลลัพธ์ก็ยังคงทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็น National Gallery (2014) ที่ถ่ายทำในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติในลอนดอน บันทึกทั้งการบรรยายงานศิลปะ การประชุมผู้บริหาร และขั้นตอนการอนุรักษ์ภาพเขียน เผยให้เห็นการทำงานของสถาบันวัฒนธรรมที่ต้องรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และบทบาททางสังคม ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ เช่นเดียวกับ Ex Libris: The New York Public Library (2017) ที่สำรวจการทำงานของห้องสมุดสาธารณะนิวยอร์ก ตั้งแต่การประชุมระดับบริหารไปจนถึงกิจกรรมชุมชนย่อย ๆ ซึ่งทำให้เราได้เห็นทั้งเรื่องงบประมาณ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ พร้อมกับชวนให้ขบคิดถึงคำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

จะเห็นได้ว่าในสารคดีทั้งหมดนี้ ไวส์แมนไม่ได้นำเสนอสถาบันในฐานะองค์กรที่แห้งแล้งแข็งทื่อหรือจับต้องยาก แต่เขาพาเราเข้าสู่พื้นที่ที่เราแทบไม่เคยมีโอกาสเข้าถึง แล้วเฝ้ามองและรับฟังเสียงของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นในบทบาทต่าง ๆ กัน เพื่อนำไปสู่คำถามสำคัญว่า สถาบันทางสังคมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ใด ใช้อำนาจแบบไหน มีหรือไร้ประสิทธิภาพอย่างไร และปฏิบัติต่อมนุษย์เช่นไร สารคดีของเขาจึงเป็นทั้งการบันทึกและการชำแหละกลไกทางสังคม ด้วยวิธีชวนให้เราเข้าไปรับประสบการณ์นั้นเองอย่างใกล้ชิดละเอียดลออ

ไวส์แมนให้สัมภาษณ์ไว้บ่อย ๆ ว่า เขาไม่เชื่อแนวคิดที่ว่าสารคดีต้องวางตัว “เป็นกลาง” ในความหมายที่ว่าคนทำไม่กำหนดทิศทางใด ๆ เลย เพราะทุกการเลือกถ่าย การเลือกตัด และการจัดวางลำดับภาพล้วนเกิดจากการตัดสินใจทั้งสิ้น แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็ปฏิเสธหนังที่ชี้นำความคิดผู้ชมอย่างตรงไปตรงมาจนกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อ หนังของเขาจึงปล่อยให้ภาพ เสียง การตัดต่อ เป็นตัวผลักให้เราต้องเผชิญหน้ากับความซับซ้อนโดยไม่มีคำอธิบายช่วย และค่อย ๆ ตระหนักด้วยตัวเองว่า เบื้องหลังชีวิตประจำวันของเรานั้นคือโครงสร้างอำนาจที่ทำงานอยู่ตลอดเวลา


เกี่ยวกับผู้เขียน
ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส