‘ภาพยนตร์ชีวิตคนดัง’ ...สารคดีหรือหนังชวนเชื่อ ?

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

ถ้าใครติดตามความเคลื่อนไหวของวงการภาพยนตร์บ่อย ๆ คงสังเกตเห็นเทรนด์หนึ่งที่มาแรงแบบไม่มีทีท่าจะผ่อน นั่นคือการประกาศสร้าง ‘สารคดีชีวประวัติ’ ของเซเลบทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นักกีฬา ดีไซเนอร์ ไปจนถึงดารา นักดนตรี และศิลปินระดับตำนาน ทั้งในรูปแบบหนังปกติทั่วไปและซีรีส์หลายตอนจบ เหตุผลก็เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะบุคคลเหล่านี้มีฐานผู้ติดตามพร้อมอยู่แล้ว แถมเส้นทางชีวิตก็มักมีเรื่องราวหลากหลายครบรสชาติ สามารถตอบสนองความสนใจใคร่รู้ของแฟน ๆ และสาธารณชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี


แต่นอกเหนือจากความบันเทิงแล้ว หนังกลุ่มนี้ก็ยังมักนำมาซึ่งคำถามสำคัญด้วยว่า จริงๆ แล้วมันเป็น ‘สารคดี’ หรือเป็นเพียง ‘หนังชวนเชื่อในคราบสารคดี’ กันแน่?


ในวันที่ผู้เขียนกำลังเขียนบทความนี้ สหรัฐอเมริกาเพิ่งเปิดตัวสารคดีเรื่อง Melania ผลงานกำกับของ เบรตต์ แรตเนอร์ (ที่มีข่าวว่า Amazon ทุ่มเงินซื้อสิทธิ์ถึงกว่า 40 ล้านดอลลาร์) เล่าชีวิตส่วนตัวของ เมลานี ทรัมป์ โดยเน้นไปที่ช่วงเวลา 20 วันก่อนพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2025 เพื่อสำรวจบทบาทของเธอในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก


ฟังดูก็น่าสนใจ และก็ไม่น่าจะผิดประหลาดอะไรไปจากสารคดีชีวประวัติทางการเมืองอีกมากมายที่เคยสร้างกันมา แต่สิ่งที่ทำให้นักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยหรี่ตามองหนังเรื่องนี้อย่างระแวดระวังก็คือ การที่ตัวเมลานีเองมีชื่อเป็นผู้อำนวยการสร้าง (Executive Producer) ของหนังด้วย แถมยังมีข่าวว่าเธอถือสิทธิ์ในการควบคุมการตัดต่อ (Editorial Control) เองอีกต่างหาก พูดให้ชัดก็คือ เธอเป็นคนตรวจสอบหนังร่างสุดท้ายก่อนที่มันจะออกสู่สายตาสาธารณชน ซึ่งนี่ย่อมทำให้เกิดคำถามทันทีว่า แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าทุกสิ่งที่ได้เห็นใน Melania เป็น ‘ความจริง’


ภาพจากสารคดีเรื่อง Melania 

ภาพจากสารคดีเรื่อง Melania 


อีกหนึ่งกรณีคล้าย ๆ กันนี้ที่เพิ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ครั้งใหญ่เมื่อปีก่อนก็คือ The Book of Prince สารคดีชีวประวัติของ พรินซ์ ศิลปินระดับตำนานผู้ล่วงลับ ซึ่ง Netflix เป็นผู้สร้างและจ้าง เอซรา เอเดลแมน ผู้กำกับมือรางวัล (จากสารคดี O.J.: Made in America) มารับผิดชอบ โดยเขาใช้เวลาทำอยู่หลายปีกว่าจะสำเร็จออกมาเป็นซีรีส์ยาว 9 ชั่วโมงที่สำรวจพรินซ์ในฐานะมนุษย์หลากมิติ ทั้งด้านความซับซ้อน เปราะบาง และด้านที่ไม่ค่อยถูกเล่าถึง แต่แล้วสารคดีที่แฟน ๆ เฝ้ารอคอยเรื่องนี้ก็ต้องมีอันเป็นไปอย่างกะทันหันเมื่อบรรดาสมาชิกกองมรดกของพรินซ์ได้ดูแล้วไม่พอใจอย่างแรง จน Netflix นั่งไม่ติดต้องรีบประกาศยกเลิกการเผยแพร่ไปในที่สุด


การตัดสินใจนี้สร้างความเจ็บปวดสุดๆ แก่เอเดลแมน และเขายิ่งต้องแค้นหนักขึ้นอีกเพราะ Netflix ประกาศว่าจะทำสารคดีพรินซ์เรื่องใหม่มาทดแทน โดยคราวนี้ทายาทกองมรดกจะเข้ามามีบทบาทคุมเรื่องราวด้วยตัวเองอย่างเต็มที่!


ไม่แปลกหากสองตัวอย่างข้างต้นจะถูกตั้งข้อสงสัยว่าผลสุดท้ายคงกลายเป็นเพียงหนังชวนเชื่อ เพราะมีข้อมูลยืนยันค่อนข้างชัดเจนว่า เรื่องที่จะถ่ายทอดออกมาคงหนีไม่พ้นการโดนเลือกสรร กลั่นกรอง และควบคุมอย่างเข้มงวด ภายใต้เป้าหมายหลักคือการส่งเสริมภาพลักษณ์ของตัวเจ้าของเรื่องนั่นเอง น่าสังเกตด้วยว่า หนังเหล่านี้มักมาพร้อมคำโฆษณาว่า คนทำสามารถเข้าถึงข้อมูล ภาพ คลิป ฟุตเทจ ฯลฯ ของบุคคลนั้นๆ ใน ‘ระดับพิเศษ’ ชนิดที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน ซึ่งฟังเผิน ๆ ก็ชวนให้ตื่นเต้นดี แต่ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงระดับนั้นก็มักมาพร้อมเงื่อนไขที่ว่า เจ้าของเรื่องจะต้องมีอำนาจเหนือกว่าผู้กำกับในการควบคุมเรื่องเล่าขั้นสุดท้ายก่อนที่มันจะออกสู่สายตาผู้ชม


อย่างไรก็ตาม จะเหมารวมว่าสารคดีชีวิตคนดังเป็นหนังชวนเชื่อไปเสียทั้งหมดก็คงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก คำถามถัดมาจึงคือ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรในการแยกแยะ?


จุดตั้งต้นที่เรียบง่ายแต่สำคัญมากสำหรับเราในฐานะผู้ชม คือการทำความเข้าใจความแตกต่างพื้นฐานระหว่าง ‘สารคดี’ (Documentary) กับ ‘หนังชวนเชื่อ’ (Propaganda) สารคดีมักเริ่มจากการที่ผู้สร้างมี ‘คำถาม’ ต่ออะไรบางอย่าง (ในกรณีของสารคดีชีวิตคนดัง คำถามนั้นก็เช่น "อะไรคือสิ่งที่หล่อหลอมให้เขาเป็นคนแบบที่เราเห็นอยู่”) และกระบวนการทำหนังก็จะเป็นการออกเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งคำตอบที่สวยงาม อัปลักษณ์ ชัดเจน หรือซับซ้อนคลุมเครือ


ในทางตรงกันข้าม ผู้สร้างหนังชวนเชื่อมักมี ‘คำตอบ’ ไว้ในใจตั้งแต่แรกแล้ว (เช่น "คนคนนี้เป็นแบบนี้ ก็เพราะเขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหา” หรือ “คนคนนี้เป็นคนมโนธรรมสูงส่งที่อุทิศตนเพื่อชาติ") และกระบวนการทำงานก็ไม่ใช่การมุ่งค้นหาความจริง แต่เป็นการมุ่งรวบรวมพยานหลักฐานที่จะช่วยสนับสนุนคำตอบนั้นให้ได้ สิ่งใดไม่เข้าพวกหรือขัดแย้งจะถูกตัดทิ้ง เหลือเฉพาะสิ่งที่คนทำหนังต้องการให้คนดูรับรู้


เมื่อจุดเริ่มต้นต่างกันเช่นนี้ แน่นอนว่ารายละเอียดอื่น ๆ ก็จะเอนเอียงไปตามนั้น เช่น หนังชวนเชื่อมักนำเสนอด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจในความถูกต้องของตัวเอง และพยายามใช้ศิลปะภาพยนตร์โน้มน้าวให้ผู้ชมคล้อยตามโดยไม่มีพื้นที่สำหรับการตั้งข้อสงสัย ขณะที่สารคดีในอุดมคติจะยินยอมทิ้งพื้นที่ไว้ให้แก่ความไม่แน่นอน ความย้อนแย้ง และปล่อยให้ผู้ชมได้ชั่งน้ำหนักข้อมูลด้วยตัวเองมากกว่า


เมื่อเราดูหนังด้วยเกณฑ์เหล่านี้ ความน่าสนใจก็จะไม่ได้อยู่แค่กับเรื่องราวที่ปรากฏบนจอ แต่ยังอยู่ที่การพยายามมองให้ทะลุเข้าไปว่า เรื่องเล่าชุดนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้เงื่อนไขของใคร ใครเป็นผู้ควบคุมที่แท้จริง ใครบ้างที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ แล้วยังมีความจริงอะไรอีกที่ถูกคัดทิ้งไม่เอ่ยถึง เพราะบางครั้ง ‘สิ่งที่หนังไม่ยอมพูด’ อาจบอกเล่าตัวตนของคนดังคนนั้นได้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งที่หนังพูดให้เราฟังเสียอีก


เกี่ยวกับผู้เขียน
ธิดา ผลิตผลการพิมพ์

ผู้ก่อตั้ง Documentary Club คลับของคนรักสารคดี และหนังนอกกระแส