สัตว์คู่บ้านที่ไม่มีบ้านให้อยู่: ช้างไทย ในวันที่ป่าหายากกว่าคอนกรีต

อ่านแล้ว 0

รีวิว (0)

เมื่อ "ช้าง" สัตว์คู่บ้าน เริ่มมีบ้านให้อยู่อาศัยน้อยลงไปทุกวัน ความข้ดแย้งระหว่างคนกับสัตว์จึงเกิดขึ้น


เมื่อพูดถึง "ช้างไทย" ภาพจำที่เรามักเห็นตามหน้าสื่อเวลานึกถึงในขณะนี้ คือการจัดโต๊ะจีนผลไม้ชุดใหญ่ให้พวกมันกินอย่างเอร็ดอร่อย การป้อนกล้วย ถ่ายรูปอัปลงโซเชียล พร้อมคำชื่นชมในฐานะ "สัตว์คู่บ้านคู่เมือง" ที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์ชาติไทยมาตั้งแต่ยุคสุโขทัย


แต่นั่นอาจเป็นเพียงภาพโรแมนติกที่ถูกฉาบไว้ด้านหน้า...


เพราะหากเราปอกเปลือกความสวยงามนั้นออก แล้วมองลึกลงไปในความจริงที่เกิดขึ้นทุกวัน เราจะพบว่าสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรากำลังเผชิญกับ "วิกฤตเชิงโครงสร้าง" ที่แสนเจ็บปวด ช้างเลี้ยงต้องกลายเป็นขอทานออนไลน์ ปางช้างกำลังล้มละลาย และช้างป่ากลายเป็น "อาชญากร" ในสายตาชาวไร่


สารคดี "คนกับช้าง...ความสัมพันธ์สามแพร่ง" ทาง VIPA ได้พาเราไปสำรวจความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนนี้ ผ่านชีวิตของคน 3 กลุ่ม ที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดบนทางแยกที่ไม่มีใครเป็นตัวร้าย มีแต่ผู้ที่ถูกความหิวโหยและยุคสมัยบีบบังคับ



แพร่งที่ 1: "ช้างบ้าน" และศักดิ์ศรีที่หายไปในยุคไลฟ์สด


สำหรับ เจมส์ ศาลางาม ควาญช้างหนุ่มชาวกูย (หรือชาวส่วย) แห่งบ้านตากลาง จ.สุรินทร์ ช้างไม่ใช่เพียงสัตว์เลี้ยง หากแต่มันคือ "สมาชิกในครอบครัว"


ชาวกูยมีความผูกพันทางจิตวิญญาณกับช้างอย่างลึกซึ้ง พวกเขามี "ศาลปะกำ" ที่สิงสถิตของดวงวิญญาณบรรพบุรุษ มีกฎข้อห้าม และมีวิถีชีวิตที่ผูกติดกับช้างมาตั้งแต่ยุคจับช้างป่าในกัมพูชา แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ชะตากรรมของช้างบ้าน ที่มีจำนวนกว่า 3,800 เชือกในไทย ก็ถูกพลิกผันแปรเปลี่ยนไปตามนโยบายรัฐ

  • ยุคก่อนปี 2532: พวกมันคือ "ช้างลากไม้" ที่ถูกใช้งานหนักจนรัฐต้องสั่งปิดป่า
  • ยุค 2530-2540: พวกมันกลายเป็น "ช้างเร่ร่อน" เดินขายอ้อยตามถนนในกรุงเทพฯ ต้องเสี่ยงโดนรถชนหรือตกท่อ
  • ยุค 2550-2562: พวกมันเข้าสู่ระบบ "อุตสาหกรรมท่องเที่ยว" ตามปางช้างต่างๆ


จนกระทั่งโรคระบาดและวิกฤตเศรษฐกิจกวาดล้างอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เจมส์และช้างของเขาต้องตกงานและซมซานกลับบ้านเกิด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ไวรัส แต่คือ "ความหิว" เพราะช้างโตเต็มวัย 1 เชือก ต้องกินอาหารวันละ 150-250 กิโลกรัม (ราว 10% ของน้ำหนักตัว) และดื่มน้ำวันละเกือบ 200 ลิตร แปลว่าเจมส์ต้องหาเงินให้ได้อย่างน้อย 1,000 - 1,500 บาทต่อวัน แค่เพื่อไม่ให้ลูกขนาด 4 ตันของเขาต้องอดตาย


ทางรอดเดียวในวันนี้คือการเป็น "Digital Beggar" หรือขอทานออนไลน์

เจมส์ต้องตั้งกล้องไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กและยูทูบ เพื่อขายกล้วยออนไลน์แลกเงินบริจาค ท่ามกลางช่องคู่แข่งอีกนับร้อยในหมู่บ้านเดียวกัน มันอาจไม่ใช่การหากินที่สง่างาม แต่มันคือทางรอดสุดท้ายเพื่อรักษาสายใยครอบครัวต่างสายพันธุ์เอาไว้



แพร่งที่ 2: "ปางช้าง" บนรอยต่อของศีลธรรมและทุนนิยม


ตัดภาพมาที่ภาคเหนือ อัญชลี กัลมาพิจิตร ผู้สืบทอดกิจการ "ปางช้างแม่สา" ปางช้างที่เคยยิ่งใหญ่และมีรายได้มหาศาลที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ กำลังเผชิญกับจุดต่ำสุดของธุรกิจ


ปางช้างยุคใหม่ถูกบีบอัดจากแรงกดดันสองทาง


ทางแรกคือ การเรียกร้องมาตรฐานศีลธรรม จากองค์กรอนุรักษ์ (NGOs) ตะวันตก ที่มองว่าการขี่ช้างหรือโชว์ช้างคือการทรมานสัตว์ และบีบให้ปางช้างเปลี่ยนรูปแบบเป็น Ethical Sanctuary (ปางช้างที่เป็นมิตร ปล่อยช้างเดินอิสระ) ทว่าสิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ การทำ Sanctuary ต้องใช้พื้นที่มหาศาลและเงินทุนหนามาก ซึ่งปางช้างดั้งเดิมไม่ได้มีพร้อม


ทางที่สองคือ กฎหมายที่ล้าหลัง ในทางกฎหมายไทย ช้างบ้านถูกจัดอยู่ใน พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ. 2482 (ถูกประเมินค่าเป็นทรัพย์สิน ซื้อขายได้เหมือนวัวควาย) ไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง รัฐจึงเข้ามาโอบอุ้มได้ไม่เต็มที่

เมื่อนักท่องเที่ยวหดหาย รายได้แทบเป็นศูนย์ แต่อัญชลีต้องแบกรับภาระค่าอาหารช้างหลายสิบเชือกจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ควาญช้างเริ่มทยอยลาออกเพราะไม่มีเงินเดือน จนถึงจุดที่เธอเองก็ต้องมาตั้งกล้องไลฟ์สดขายอาหารช้างเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การอนุรักษ์โลกสวย... เป็นเรื่องทำได้ยาก หากปากท้องของทั้งคนเลี้ยงและช้างยังไม่อิ่ม



แพร่งที่ 3: "ช้างป่า" ผู้ลี้ภัยที่หิวโหย กับชายแดนที่ไม่มีเส้นแบ่ง


ความขัดแย้งที่ดุเดือดที่สุด (Human-Elephant Conflict) ไม่ได้อยู่ในปางช้าง แต่อยู่ที่ชายขอบป่า


ปัจจุบันไทยมีช้างป่าราว 3,000 - 4,000 ตัว และในพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดตะวันออก ประชากรช้างป่าเพิ่มขึ้นถึง 8% ต่อปี นี่คือ "ความสำเร็จ" ของการอนุรักษ์ แต่ปัญหาก็คือ "พื้นที่ป่าไม่ได้ขยายตาม" เมื่อป่ารับน้ำหนักไม่ไหว (Carrying Capacity ทะลุขีดจำกัด) ช้างจึงต้องทะลักออกมา


ตัวแทนที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนและสะเทือนใจที่สุดคือ "พลายสีดอหูพับ" ช้างป่าวัยรุ่นเซเลบแห่งภาคอีสานที่มักปรากฏเป็นข่าวบุกเข้าสวน หรือพังครัวชาวบ้านเพื่อหาของกิน ทว่า เรื่องราวของมันกลับจบลงอย่างน่าสลด เมื่อสีดอหูพับถูกกลุ่มชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ระดมขับไล่ จนนำไปสู่ความตายในระหว่างการขนย้ายที่สุด ความสูญเสียนี้กลายเป็นตอกย้ำอันเจ็บปวดว่า นี่คือสงครามแย่งชิงทรัพยากรที่นับวันยิ่งรุนแรง


ทำไมสีดอหูพับถึงต้องบุกไร่? คำตอบอธิบายได้ด้วยทฤษฎี Optimal Foraging Theory พืชเกษตรอย่าง ข้าวโพด อ้อย ขนุน หรือทุเรียน มีน้ำตาลและแคลอรีสูงกว่าพืชในป่ามหาศาล แถมยังหาง่าย ไม่ต้องเดินไกล สำหรับช้างป่า ไร่ของมนุษย์ก็คือ "ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง" ดีๆ นี่เอง


น้อง จันบุรี หญิงสาวแห่งแก่งหางแมว คืออดีตผู้ที่เคยมองช้างป่าเป็น "ศัตรู" เธอเคยวิ่งหนีตายจากการถูกโขลงช้างล้อมไร่ข้าวโพดในยามพลบค่ำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอเรียนรู้ว่า นี่คือ Zero-sum game (เกมที่ต้องมีคนตาย) สถิติเลือดที่ผ่านมาชาวบ้านถูกช้างทำร้ายเสียชีวิตนับร้อย ในขณะที่ช้างก็ถูกชาวบ้านวางยาเบื่อ หรือตายเพราะ "รั้วไฟฟ้าช็อต" ไปไม่น้อยเช่นกัน

น้องพบว่า รั้วไฟฟ้าหรือประทัด ก็กั้นความหิวไม่ได้


จากความแค้น เธอเปลี่ยนมาสังเกตพฤติกรรม และรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อหาวิธี "ผลักดันช้างกลับป่าอย่างสันติวิธี" เพราะเธอตระหนักแล้วว่า ช้างป่าไม่ใช่ผู้ร้าย พวกมันก็แค่ผู้ลี้ภัยที่หิวโหย และพยายามเอาชีวิตรอดจากการแย่งชิงทรัพยากรที่มนุษย์รุกคืบเข้าไป



ทิศทางของเพื่อนร่วมโลก

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น "เจมส์" ที่ต้องกลืนศักดิ์ศรีมากินกล้วยหน้ากล้องไลฟ์สด, "อัญชลี" ที่พยายามรักษาลมหายใจของปางช้างแม่สา หรือ "พลายสีดอหูพับ" ที่แอบกินผลไม้ในสวนของชาวบ้านและถูกขับไล่จนต้องกลับดาวช้างไป ทุกเรื่องราวล้วนสะท้อนมาที่รากเหง้าเดียวกัน นั่นคือ "ความสัมพันธ์สามแพร่ง" ที่เสียสมดุล ตราบใดที่ป่ายังถูกเปลี่ยนเป็นคอนกรีตและไร่สวน ตราบใดที่กฎหมายช้างยังล้าหลัง และตราบใดที่เรายังมองการแก้ปัญหาจากมุมมองเดียว นั่นคือรัฐมองเป็นสัตว์ป่า ส่วนชาวบ้านมองเป็นไม่สัตว์เลี้ยง ก็ศัตรู


ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราต้องตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะปล่อยให้สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา ต้องกลายเป็น "คนแปลกหน้าไร้บ้าน" ต่อไปในศตวรรษหน้า หรือเราจะเริ่มลงมือสร้างสมดุลใหม่ เพื่อให้รอยตีนช้างและรอยเท้าคน สามารถเดินเคียงข้างกันได้อีกครั้ง




📌 ร่วมเปิดมุมมองความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสัญลักษณ์ของชาติ ในสารคดีชุด คนชายขอบ ตอน “คนกับช้าง...ความสัมพันธ์สามแพร่ง”

รับชมได้แล้ววันนี้ ทาง VIPA ▶️ https://play.vipa.me/RaLBHYwrr1b


แหล่งอ้างอิง

  • Thai PBS News
  • สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ
  • กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
  • พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พ.ศ. 2482
  • สารคดีชุด คนชายขอบ ตอน "คนกับช้าง...ความสัมพันธ์สามแพร่ง
เกี่ยวกับผู้เขียน
กฤษฏิ์ เอื้ออุดมเจริญชัย

คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สิ่งแวดล้อม
ช้าง
อนุรักษ์
ป่าไม้
Elephant
ธรรมชาติ
อนุรักษ์
ปางช้าง
ช้างป่า
ช้างไทย