รักชาติได้ แต่ห้ามเป็นตัวเอง: บาดแผลของ LGBTQ+ หลังรั้วค่ายทหาร

อ่านแล้ว 0

รีวิว (1)

ความรักชาติของคุณ... มีเพศหรือไม่?


"รักชาติ" ของเราเท่ากันไหม หากฉันไม่ใช่ "ชายแท้"


“หากวางเรื่องเพศสภาพไว้ข้างหลัง ฉันอยากพิสูจน์ให้ทุกคนประจักษ์ว่า ฉันก็เป็นหนึ่งในทหารกล้าที่พร้อมปกป้องประเทศนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร”


นี่คือประโยคสุดท้ายที่เต็มไปด้วยความหวังและคราบน้ำตาของ สิบโท บยอนฮีซู (Byun Hui-su) ทหารขับรถถังฝีมือฉกาจ ผู้พยายามตะโกนบอกกองทัพเกาหลีใต้ว่า "หัวใจรักชาติ" ไม่มีเพศ แต่เสียงของเธอกลับส่งไปไม่ถึง เพราะในสายตาของกองทัพแล้ว เธอเป็นเพียง "ความผิดปกติ" ที่ต้องถูกกำจัด


โศกนาฏกรรมของบยอนฮีซู ไม่ใช่แค่เรื่องราวส่วนตัว แต่มันสะท้อนภาพใหญ่ของ "คนชายขอบ" ที่ถูกถ่ายทอดผ่านสารคดี "The Footprints of the Invisible Man Walking on the Sand" (2024) สารคดีสั้นจากเกาหลีใต้บน VIPA กับเรื่องราวของคนที่รอยเท้าของเขามีอยู่จริง แต่สังคมและเครื่องแบบพยายามลบมันทิ้ง ราวกับไม่เคยมีตัวตน เพียงเพราะเพศสภาพของเขา… แตกต่าง



จุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นเมื่อนายทหารบยอนฮีซู ตัดสินใจบินมาผ่าตัดแปลงเพศที่ประเทศไทย เพื่อยืนหยัดและซื่อสัตย์ต่อตัวตนที่แท้จริง เธอกลับไปรายงานตัวพร้อมคำร้องขอ “ย้ายไปสังกัดกองทัพหญิง” เพื่อรับใช้ชาติต่อในฐานะสิบโทหญิง แต่คำตอบที่ได้รับจากกองทัพคือ ใบสั่งปลด ที่มีผลในบัดดล ไม่มีแม้แต่เวลาจะให้เก็บข้าวของด้วยซ้ำ โดยเหตุผลที่กองทัพมอบให้เธอคือ: การสูญเสียอวัยวะเพศชาย ถือเป็น “ความพิการทางร่างกายหรือจิตใจ” (Mental or Physical Disability)


คำตราหน้านั้นรุนแรงสากรรจ์เกินกว่าที่หัวใจคนคนหนึ่งจะรับไหว เธอสละเวลาทั้งหมดในช่วงเยาวว์วัยให้กับประเทศชาติ แต่ประเทศชาติกลับตอบแทนเธอด้วยความปวดร้าว


เธอเดินหน้าฟ้องร้อง แถลงข่าวทั้งน้ำตาต่อหน้าสื่อมวลชน พยายามบอกว่าสมรรถภาพการรบของเธอไม่ได้มลายหายไปพร้อมกับอวัยวะเพศ แต่คำร้องของเธอถูกศาลยกฟ้องในเดือนกรกฎาคม ปี 2020 ท่ามกลางกระแสสังคมเกาหลีที่แตกเป็นสองฝั่ง ความกดดันกัดกินใจเธอจนถึงขีดสุด ในวันที่ 3 มีนาคม 2021 แพทย์ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตตัดสินใจพังประตูเข้าไปในบ้านพักของเธอหลังติดต่อไม่ได้หลายวัน และพบว่า "ทหารผู้รักชาติคนนี้" ได้จากโลกนี้ไปแล้วด้วยการจบชีวิตตัวเอง



ความเจ็บปวดที่สุดของเรื่องนี้ ไม่ใช่ความตาย แต่คือ “ความยุติธรรมที่มาช้าเกินไป”


7 เดือนหลังจากงานศพของเธอ ศาลเกาหลีใต้กลับคำตัดสิน โดยระบุว่า “คำสั่งปลดเธอถือเป็นโมฆะ” และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลให้เหตุผลว่า ในเมื่อบยอนฮีซูได้รับการรับรองเพศหญิงตามกฎหมายแล้ว กองทัพก็ควรใช้ “มาตรฐานของผู้หญิง” ในการประเมิน ไม่ใช่เอามาตรฐานผู้ชายมาตัดสินว่าเธอพิการ


ชัยชนะครั้งนี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้สิทธิ LGBTQ+ ในกองทัพเกาหลีใต้ แต่มันต้องแลกมาด้วยหนึ่งชีวิตที่ไม่มีวันหวนคืน เหมือนที่นักกิจกรรมกล่าวไว้ว่า “มันเป็นผลลัพธ์ที่เป็นเรื่องสามัญสำนึก แต่ทำไมถึงต้องใช้เวลานานขนาดนี้?”



และหากคุณคิดว่าโลกกำลังเปิดกว้างขึ้น ให้มองดูที่สหรัฐอเมริกาตอนนี้


ในปี 1993 กองทัพสหรัฐภายใต้รัฐบาล Bill Clinton เคยมีนโยบาย “Don’t Ask, Don’t Tell” ด้วยเจตจำนงตั้งต้นที่ดีที่อนุญาตให้เพศหลากหลายสามารถเข้ารับราชการรับใช้ชาติได้ เพียงแค่ “ไม่ต้องถาม และไม่ต้องบอก” รสนิยมทางเพศของตน แต่ทว่า นโยบายดังกล่าวกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ก่อให้เกิดการล่าแม่มด รวมถึงเป็นการบีบบังคับ กดทับให้ทหารต้องปิดบังตัวตนและอัตลักษณ์ทางเพศ หากถูกจับได้ว่าคุณไม่ใช่ “ชายจริงหญิงแท้” ก็จะถูกให้ออก


18 ปีที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ มีทหารเพศหลากหลายถูกปลดประจำการไปมากถึง 13,000 - 14,000 คน ก่อนที่จะถูกยกเลิกไปในสมัยของ Barack Obama ที่ส่งต่อภาพดินแดนเสรีที่ที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ไปทั่วโลก


อย่างไรก็ตาม ฝันร้ายของ LGBTQ ได้หวนกลับมาอีกครั้งในรูปแบบที่โหดร้ายกว่าเดิม เมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามคำสั่งผู้บริหาร (Executive Order) เพื่อแบนทหารข้ามเพศในกองทัพสหรัฐฯ อีกครั้งในปี 2025 และในครั้งนี้ มันคือการ “กวาดล้าง” (Purge) ต่างจากนโยบายในอดีต (2017-2021) ที่ยังมี "บทเฉพาะกาล" (Grandfather Clause) ให้คนที่รับราชการอยู่แล้วได้ทำงานต่อ แต่คำสั่งปี 2025 ไม่มีข้อยกเว้น


ทหารข้ามเพศกว่า 14,700 นาย (ตามการประเมินของสถาบัน The Palm Center) ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนักบิน แพทย์สนาม หรือหน่วยรบพิเศษ กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกปลดประจำการทันที โดยมีการรายงานว่ากองทัพเตรียมกระบวนการปลดระลอกแรกกว่า 1,000 นาย อย่างเร่งด่วน พร้อมระบุรหัสการปลดที่ตีตราว่า “มีความบกพร่องทางจิต”


นี่ไม่ใช่แค่การไล่ออก หากแต่มันคือการลบตัวตนและเกียรติยศของพวกเขา เพียงเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่มองว่าความหลากหลายคือ "ความอ่อนแอ"


ภาพจาก BBC


ตัดภาพมาที่ประเทศไทย แม้เราจะไม่ได้มีการแบนอย่างโจ่งแจ้งแบบสหรัฐฯ แต่ในรั้วของเขตทหาร ความจริงก็อาจไม่ได้สวยหรู

จริงอยู่ที่ว่า กองทัพไทยได้ยกเลิกคำว่า “โรคจิตถาวร” ในใบ สด.43 และเปลี่ยนมาใช้คำว่า “ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด (Gender Identity Disorder) ซึ่งดูดี… ขึ้น แต่การถูกตีตราว่าคุณ “ป่วย” “Disorder” นั่นไม่เพียงแต่อาจเป็นบาดแผลทางจิตใจ แต่ยังอาจมีผลไปถึงการพิจารณาการเข้ารับสมัครงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้ารายงานตัวก่อนปี 2555 ที่จะต้องถูกคาดคำว่า “ป่วยทางจิต” ไปตลอด


และยังไม่รวมถึงความเหลื่อมล้ำ ที่สาวข้ามเพศจำนวนมากที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ที่ ครอบครัวไม่ยอมรับ หรือไม่มีทุนทรัพย์ที่จะเปลี่ยนแปลงร่างกายให้ “เป็นหญิง” มากพอ หรือแม้กระทั่งเข้าถึงทรัพยากรในการได้มาซึ่งใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาลทหารสังกัด ก็ต้องจำใจเดินเข้าสู่กระบวนการตรวจเลือกทั้งความกังวล


แม้จะมีห้องตรวจร่างกายลับ แต่ก็อาจสร้างความอึดอัดใจให้สาวข้ามเพศที่ต้องเปลือยกาย ในขณะที่บางที่ก็ไม่มีห้องตรวจด้วยซ้ำ ต้องถอดผ้าให้ใครบ้างก็ไม่รู้เห็น


แม้จะมีการห้ามล้อเลียน แต่ “สายตา” ของชายฉกรรจ์นับร้อยที่จับจ้อง หรือการถูกแซว ล้อเลียนเพศสภาพออกไมค์ ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ


แม้บางคนอาจจะไม่คิดอะไร แต่จำนวนหนึ่งก็ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวจากสื่อมวลชนที่รุมถ่ายรูปพวกเธอราวกับเป็นของแปลก โดยไม่เคยถามความสมัครใจ


ภาพจาก มติชนออนไลน์


สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ที่ยังไม่ได้แปลงเพศ หรือเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตน หากจับได้ “ใบแดง” ชีวิตในค่ายทหารอาจกลายเป็นนรกบนดิน รายงานจาก Amnesty International ระบุว่า ทหารเกณฑ์ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ มักตกเป็นเป้าของการ “ซ่อม” ที่รุนแรงกว่าปกติ นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่การทำโทษทางร่างกาย แต่ยังรวมไปถึงการ “ล่วงละเมิดทางจิตใจและทางเพศ” ตั้งแต่คำด่าทอที่เหยียดหยามความเป็นมนุษย์ การถูกสั่งให้ทำท่าทางอนาจาร หรือการถูกกระทำเหมือนเป็น "ของเล่น" ระบายอารมณ์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังกำแพงสูงที่กฎหมายเอื้อมไม่ถึง และถูกกลบด้วยคำว่า "ระเบียบวินัย"


คำถามสำคัญคือ... ทำไม?

ทำไมสถาบันที่ทรงอำนาจที่สุด ถึงหวาดกลัวกลุ่มคนที่แค่มีความรักต่างรูปแบบ?


คำตอบอาจซ่อนอยู่ใน “ความเปราะบางของความเป็นชาย” (Fragile Masculinity) ด้วยกองทัพถูกสร้างขึ้นบนสมการที่ว่า ทหาร = ผู้ชายอกสามศอก = ความเข้มแข็ง ด้วยเหตุนี้ การมีตัวตนของ “ทหารข้ามเพศ” ที่เก่งกาจ (อย่างสิบโทบยอนฮีซูที่ขับรถถังเก่งกว่าผู้ชาย) มันเข้าไปพังทลายสมการนี้อย่างรุนแรง เพราะถ้า "กะเทย" รบเก่งกว่า "ชายชาตรี" แล้วศักดิ์ศรีความเป็นชายที่พวกเขายึดถือมาตลอดจะเหลือความหมายอะไร



สารคดี "The Footprints of the Invisible Man Walking on the Sand" เปรียบชีวิตของคนกลุ่มนี้เหมือนรอยเท้าบนหาดทรายที่พร้อมจะเลือนหาย การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด คงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคำในใบ สด.43 หรือการสร้างห้องตรวจลับ แต่มันคือการผลักดันระบบ “สมัครใจเกณฑ์ทหาร” และสร้างระบบที่รองรับทุกเพศสภาพ เพื่อให้คนที่มีความพร้อมทั้งกายและใจ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ได้เดินเข้าสู่กองทัพด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว


ถึงเวลาแล้วที่กองทัพทั่วโลกต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งที่ว่า “กระสุนปืนในสนามรบ ไม่เคยเลือกเพศของเหยื่อฉันใด ความรักชาติและศักยภาพของมนุษย์ ก็ไม่ควรถูกจำกัดด้วยเพศสภาพฉันนั้น”



ร่วมรำลึกถึงทหารข้ามเพศคนแรกของเกาหลีใต้ และทำความเข้าใจบาดแผลของคนไร้ตัวตนเพราะเพศวิถี ผ่านสารคดี “The Footprints of the Invisible Man Walking on the Sand” รับชมได้แล้ววันนี้ ทาง VIPA ▶️ https://vipa.me/th/watch/15228



แหล่งอ้างอิง

  • Documentary: The Footprints of the Invisible Man Walking on the Sand (Shin Mok-ya)
  • Prachatai: ทหารหญิงข้ามเพศเกาหลีใต้ผู้ฆ่าตัวตาย ชนะคดีกรณีกองทัพกีดกัน หลังสั่งปลดออกจากราชการ
  • The Active: เมื่อ ‘พวกเธอ’ ไม่ใช่สีสันของการเกณฑ์ทหาร
  • Spectrum: Byun Hui-su: The struggle for transgender rights
  • Reuters (2025): Trump signs executive order banning transgender people from military
  • Amnesty International: “We were just toys to them”: Abuse in Thai military conscription
  • BBC News: South Korea's first transgender soldier found dead
เกี่ยวกับผู้เขียน
กฤษฏิ์ เอื้ออุดมเจริญชัย

คนชอบเล่าเรื่องที่ไม่เคยหมดเรื่องเล่า โตมากับวัฒนธรรมป๊อป และยังสนุกกับการตั้งคำถามกับโลกใบนี้อยู่ทุกวัน แม้ความช่างเพ้อฝันจะทำเงินไม่ค่อยได้... ก็ยังเลือกที่จะฝันอยู่ดี :)

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เกาหลีใต้
LGBTQ
กะเทย
ทหาร
การเมือง
กฎหมาย
สังคม
ต่างประเทศ
สารคดี
What The Doc
South Korea
The Footprints of The Invisible Man Walking On The Sand
สิทธิมนุษยชน